
แก้ 'ม.21' ทางออกเจรจาดับไฟใต้
แก้ 'ม.21' ทางออกเจรจาดับไฟใต้
เมื่อ 'กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ' หรือ 'สมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน' ได้พูดคุยถึงแนวทางในการกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขหลังวางปืน และสิ่งที่เป็นความปรารถนาขั้นพื้นฐานก็คือ ให้รัฐถอนหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และหมายจับตาม ป.วิอาญา (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) และดูแลความปลอดภัยหลังจากออกจากป่ากลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว โดย พล.ท.อุดมชัย เปิดเผยว่า เป้าหมายของแม่ทัพภาคที่ 4 คือ 'นิรโทษ' โดยใช้หลักการเดียวกับ มาตรา 17 สัตต แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 (กฎหมายถูกยกเลิกไปแล้ว) ที่เปิดทางให้นิรโทษกรรม จริงๆ แล้ว บทบัญญัติ 'มาตรา 21' แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งจะว่าไปก็ล้อหลักการมาจาก มาตรา 17 สัตต นั่นเอง เพียงแต่เพิ่มอำนาจการตรวจสอบหลักฐาน พฤติการณ์ และการนิรโทษ ให้ยึดโยงกับศาลสถิตยุติธรรม โดยเนื้อความตามมาตรา 21 บัญญัติเอาไว้ว่า หากปรากฏว่า ผู้ใดต้องหาว่าได้กระทำความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่กลับใจเข้ามอบตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้ว ปรากฏว่าผู้นั้นได้กระทำไปเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้นั้นกลับตัว จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในการนี้ ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนของผู้ต้องหานั้น พร้อมทั้งความเห็นของพนักงานสอบสวนไปให้ผู้อำนวยการ (หมายถึงผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เฉพาะกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ หมายถึง ผอ.รมน.ภาค 4 คือ แม่ทัพภาคที่ 4) ขณะที่ สามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมหน่วยงานความมั่นคง และที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ อาทิ แม่ทัพภาคที่ 4, เลขาฯ ศอ.บต. ร่วมกันประชุมถึงแนวทางของกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่ใช้บังคับในพื้นที่ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีการชี้แจงภายหลังการประชุมว่า เบื้องต้นมีข้อเสนอที่เห็นตรงกัน ทั้งส่วนของหน่วยงานความมั่นคง กรรมาธิการฯ จากพรรครัฐบาล และฝ่ายค้านว่า ควรมีการตั้งอนุกรรมาธิการฯ เพื่อศึกษารายละเอียดของกฎหมายที่บังคับใช้ในพื้นที่ที่ต้องดูแลเกี่ยวกับความมั่นคง เนื่องจากขณะนี้พบว่าการนำกฎหมายหลายฉบับมาบังคับใช้ในพื้นที่เดียวกัน เช่น พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน), พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.มั่นคง) ทำให้การปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในที่ประชุม ได้มีการหารือ ต่อการแก้ไขมาตรา 21 ของ พ.ร.บ.มั่นคงฯ ที่อยากให้ลดขั้นตอนทางศาล ที่ต้องพิจารณาว่า บุคคลที่ต้องหาว่าได้กระทำความผิดและกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งได้กลับใจขอเข้ามอบตัวต่อพนักงาน สมควรที่จะเข้ารับการอบรมหรือไม่ โดยทุกฝ่ายต่างมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ควรมีการแก้ไข มาตรา 21 เพื่อเป็นการให้ข้อกฎหมายรองรับนโยบายการเปิดพื้นที่เพื่อการพูดคุยเป็นจริง และเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมถึงเป็นการรับรองการเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพ.



