
'ประยุทธ์'วอนอย่าด่วนสรุปทหารผิด
"ประยุทธ์" วอนอย่าด่วนสรุปทหารผิด หลัง"ดีเอสไอ"แจงเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง11ศพ เหตุกระชับพื้นที่ปี 53 อัดกลับ"เลขาฯสมช.คนใหม่"หากจะยกเลิกกม.พิเศษใน3จชต.ก็ได้ เเต่ตร.ไปขอหมายศาลจับคนร้ายเอาเอง ระบุพร้อมช่วยปชช. ย้อนถามเเก้น้ำท่วมปราจีนฯ-สระเเก้วนั้นวางระบบด
24 ก.ย.55 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาระบุว่าผู้เสียชีวิต 11 ศพจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่ช่วงปี 2553 เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้ารัฐว่า "ต้องไปถามศาล เพราะคดีนี้ยังไม่ได้ขึ้นศาลเลย ต้องรอให้ศาลตัดสินก่อน ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานก็มีกฎหมายคุ้มครอง แต่ก็ยังไม่ให้พูดถึงตรงนั้น เพราะเป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างการไต่สวนต้องแยกให้ออกเป็น 2 ขั้นตอน ส่วนจะผิดหรือไม่ผิดยังไม่พูด อย่ามาโทษว่าผิดหรือไม่ผิดก็จะต้องไปว่ากันในขั้นตอนของศาล จะต้องไปสู้กันต่อ ฝ่ายผู้เสียหายก็มีใครมีพยานหลักฐานอะไรก็ว่ากันมาผิดก็ว่าไปตามผิด ใครผิดก็จะต้องรับผิด หากถูกก็จะต้องไปหาคนทำผิดใหม่ต้องค่อย ๆว่ามา เพราะมีอยู่ทุกพวก และจะต้องค่อย ๆ แก้ไขปัญหาไป กองทัพบกจะต้องดูแลกำลังพล และปกป้องชื่อเสียงของกองทัพเหมือนกัน อะไรที่ไม่ชัดเจนอย่าเพิ่งไปสรุป"
"ผบ.ทบ."อัดกลับ"เลขาฯสมช.คนใหม่"หากจะยกเลิกกม.พิเศษใน3จชต.ก็ได้ เเต่ตร.ไปขอหมายศาลจับคนร้ายเอาเอง
ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่ผู้ก่อการร้ายได้วางระเบิดที่อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อหวังข่มขู่ผู้ที่เข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ว่า "หากถามเรื่องเหตุผลการก่อเหตุต้องไปถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในส่วนของตนคิดว่าถ้าเขามีโอกาสเขาก็จะทำ ส่วนเรื่องการมอบตัวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นกลุ่มคนที่เขาไม่อยากต่อสู้เขาก็จะมามอบตัว แต่กลุ่มไหนที่ต้องการต่อสู้ก็คงจะใช้ความรุนแรงต่อไป ซึ่งเราจะต้องใช้ทุกมาตรการในการป้องกันโดยเฉพาะยุทธศาสตร์การเข้าใจ เข้าถึงพัฒนา อย่างไรก็ตามเราได้เข้มงวดเรื่องการปฏิบัติการทางยุทธวิธีในเรื่องของการใช้กฎหมาย ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พลเรือน ทหารก็ยังดำเนินการอยู่ สำหรับงานด้านการพัฒนาและการเยียวยาเป็นหน้าที่ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไป แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ยังคงจะต้องเกิดอยู่เพราะการบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประชาชนส่วนหนึ่งได้รับความเดือดร้อน และส่วนหนึ่งไม่ได้รับความเดือดร้อน และประชาชนทั้งสองส่วนก็ไม่อยากให้ใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ดังนั้นทำให้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ค่อนข้างดำเนินการได้ยาก โดยเฉพาะการตรวจค้น จับกุม สอบสวนและการดำเนินคดี ที่ต้องอาศัยเวลาพอสมควรการพิสูจน์หลักฐาน หากพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องปล่อยตัว"
“ทราบดีว่าคนเหล่านั้นมีส่วนร่วมก่อเหตุความรุนแรง ทั้งนี้สิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือเรื่องการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์หลังจากที่มีการจับกุมได้แล้ว ซึ่งจะต้องยอมรับกันในจุดนี้ ผมคิดว่าต้องเข้มงวดด้านยุทธวิธี การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น โดยผมจะสั่งการให้ตั้งด่านตรวจสกัดให้มากขึ้นในทุกพื้นที่ สำหรับในพื้นที่ควบคุมบางพื้นที่อาจจะต้องดำเนินการเป็นพิเศษ คือว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนแน่นอน เพราะถ้าไม่เข้มงวดการตั้งด่านตรวจสกัดให้ได้ผลจริงๆ และไม่เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่ทันเวลาก็จะต้องเกิดเหตุอยู่เช่นนี้ เนื่องจากคนเหล่านั้นไม่ได้กลับมาร่วมมือกับเรา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ยอมรับว่าเรามีช่องว่างมากทำให้ผู้ก่อความไม่สงบฉวยโอกาสก่อเหตุ เพราะเรามีเป้าหมายเสี่ยงจำนวนมาก เช่น พื้นที่และประชาชน ปัจจุบันทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปดูแลจนถูกลักลอบทำร้าย ทั้งชุดรักษาความปลอดภัย ชุดเฝ้าสถานที่ ชุดคุ้มครองครู นักเรียน วัด ซึ่งถือเป็นเป้าหมายอ่อนแอ เพราะมีความเสี่ยงในการสัญจรไปมาเส้นทางเดิมและในเวลาเดิมนั้น คือสาเหตุที่เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ ในส่วนของพื้นที่ที่มีความสุ่มเสี่ยงเป็นจำนวนมากเรากำลังจะกำหนดว่าพื้นที่ใดมีความรุนแรงมากหรือน้อย แต่ก็ว่าเสี่ยงเหมือนกัน เพราะถ้าเรากำหนดพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งว่ามีความรุนแรงมาก ผู้ก่อเหตุก็จะเปลี่ยนพื้นที่การก่อเหตุไปยังพื้นที่ที่เราให้ความสำคัญน้อยลง ซึ่งต้องยอมรับว่าการดำเนินการทุกด้านมีความสุ่มเสี่ยงหมด แต่เราจะอาศัยมาตรการทางด้านการข่าว ถ้าอยากจะได้ข้อมูล 100 % เราจะต้องส่งคนไปอยู่กับเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย
"นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในฐานะผอ.รมน. ได้สั่งการตั้งแต่ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นให้เข้มงวดในทุกๆจุดให้มากขึ้น ในส่วนของกองผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารก็ต้องไปดูว่าด่านสกัดมีเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเกิดมาจากสาเหตุใด ขาดคนหรือไม่ ทั้งในส่วนของด้านตรวจทหาร พลเรือน ตำรวจ สำหรับพื้นที่ในเขตเมืองนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแล โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจเป็นหลัก และทหารจะเป็นกำลังเสริม ซึ่งต้องเข้าไปเข้มงวดในจุดนี้"ผบ.ทบ.ระบุ
เมื่อถามถึงกรณีที่พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)คนใหม่ ระบุว่าจะให้หน่วยงานความมั่นคงประเมินสถานการณ์และยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะยกเลิกพื้นที่ใด แต่ถ้ายกเลิกใช้กฎหมายพิเศษก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการทางกฎหมายได้โดยทันที หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะเจ้าหน้าที่จะต้องไปขอหมายศาลในการจับกุม ตรวจค้น ซึ่งอาจจะไม่ทันเวลา และไม่มีอำนาจในการควบคุมตัว การพิสูจน์หาหลักฐานก็จะลดลง และผู้ร้ายก็จะหลุดออกไปได้ง่าย นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ได้มาคือกระแสสังคมที่จะทำให้ดูดีว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ไปรังแกประชาชน ตนอยากแยกให้ออกว่า คำว่ารังแกคนซึ่งยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ที่เลวๆและไปทำร้ายคนก็มี แต่ก็ได้รับการลงโทษและจะหมดไปเรื่อยๆ แต่ก็มีคนดีที่ลงไปทำงานและใช้กฎหมายในทางที่ถูกจำนวนมาก คิดว่าอาจจะ 100% แล้วก็ได้ ขอให้เห็นใจ
"ถ้าบอกว่าให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษ ตนไม่มีปัญหา และตำรวจก็ไปขอหมายศาลจับเอาเอง ซึ่งต้องรับผิดชอบกัน ขอให้สั่งมา ตนทำได้หมด อย่างไรก็ตามตนคิดว่าการใช้กฎหมายพิเศษใช้ในพื้นที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ยกเว้นผู้ร้าย แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังเดือดร้อนแทนผู้ร้ายทั้งหมด พอมีความปกพร่องและเกิดเหตุก็หันมาโทษเจ้าหน้าที่ ก็เป็นแบบนี้"ผบ.ทบ.กล่าว
ส่วนกรณีที่พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ระบุว่าต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ทหารลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 30 % พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ความต้องการของพล.อ.ยุทธศักดิ์คือ ต้องการให้ใช้กำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 4 ทั้งหมดในการปฏิบัติ เพราะเป็นทหารในพื้นที่ ซึ่งตนได้เรียนว่าทหารในกองทัพภาคที่ 4 มีอยู่ 1 กอง คือกองพลทหารราบที่ 5 ที่รับผิดชอบพื้นที่ตามแนวชายแดนและพื้นที่ภาคใต้14 จังหวัด ต่อมาก็มีการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 15 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลา 5 ปี และตอนนี้ก็ต้องยืดเวลาไปอีก เพราะสถานที่ในการก่อสร้างจำกัด รวมถึงงบประมาณก็ไม่ได้ให้มาทีเดียว เป็นการทยอยให้มารายปี ขณะนี้กำลังพลของกองพลทหารราบที่ 15 ประกอบด้วยนายทหาร 60 % นายสิบกว่า 60% พลทหารมี 90-100 % รวมแล้วได้ 70 % ของอัตราบรรจุ หากต้องการให้มีกำลังพลครบ 100% ก็จะไม่มีเงินในการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงทั้งนี้อัตราทหารมีอยู่ 3 อัตรา โดยอัตราแรกคืออัตราเต็มที่กองทัพบกมีกำลังประมาณ 4 แสนนาย แต่มีอัตราอนุมัติเพียง 3 แสนนาย แต่สามารถบรรจุได้ 2.5แสนนาย ซึ่งคล้ายกับการจัดอัตรากำลังของกองพลทหารราบที่ 15 ถ้าบรรจุเต็มหมดก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าจะให้กองทัพภาคที่ 4 รับผิดชอบก็ต้องให้กองพลทหารราบที่ 15 บรรจุทหารได้เต็ม 100% ซึ่งก็ต้องหางบประมาณและบุคลากรมา ทั้งนี้หากบรรจุได้ครบ 100%เต็มแล้ว กำลังก็ไม่พอ เพราะทุกวันนี้เรานำทหารลงไปพื้นที่จำนวน 16 กองพัน ก็ต้องหาคนมาทำงานแทน 16 กองพันนี้ ซึ่งต้องไปหากำลังส่วนอื่นมาอีก ขณะนี้กำลังหากำลังตำรวจ และกำลังประจำท้องถิ่น เช่นราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)เพิ่มเติม ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ทหารก็พร้อมที่จะถอนกลับ ที่เหลือก็รับผิดชอบกันถ้าคิดว่าทำได้ดีกว่าก็ทำ หากมีความพร้อม แต่ทุกวันนี้ตนเห็นว่าไม่มีใครพร้อมรับ ทั้งตำรวจ พลเรือน อาสาสมัคร (อส.) ซึ่งตนพร้อมกลับ ไม่ใช่ว่าไม่อยากกลับ เพรางานอื่นมีอยู่มาก ทั้งการรักษาชายแดน การช่วยเหลือน้ำท่วม อย่างไรก็ตามการจะวิจารณ์อะไรตนอยากให้มีข้อมูลให้ครบถ้วนเพราะคนทำงานทำกันแทบเป็นแทบตาย และไม่ใช่งานการเมือง แต่เป็นการแก้ไขปัญหาของชาติ ถ้าอยากให้มีความเรียบร้อยโดยเร็วก็อยากให้ทักคนมีระเบียบมากกว่านี้ ประชาชนต้องยอมรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งตนจะลองให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถทุกคัน โดยตั้งด้านจุดตรวจสกัดให้มากขึ้น และตรวจรถให้มากที่สุด และดูว่าจะเกิดเหตุอีกหรือไม่
ผบ.ทบ.ระบุพร้อมช่วยปชช. ย้อนถามเเก้น้ำท่วมปราจีนฯ-สระเเก้วนั้นวางระบบดีเเล้วหรือไม่
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ จ.สระแก้ว และ จ.ปราจีนบุรี ว่า กองทัพช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่วันแรก เพราะมีน้ำไหลลงมาจากเขาจนทำให้ระดับน้ำของแม่น้ำปราจีนบุรีเอ่อล้นท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนั้นต้องรอให้น้ำระบายลง ซึ่งน้ำก็จะไหลลงมาสู่ภาคกลาง หากฝนตกก็อาจจะมาท่วมขังในพื้นที่ตรงกลาง ดังนั้นเราจะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหากันห้ามฟ้าฝนไม่ได้ ทั้งนี้เราจะต้องมาดูระบบการระบายว่ามีการดำเนินการที่ดีหรือยัง หากยังไม่ดีก็จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ หากแก้เป็นส่วนก็จะต้องเป็นแบบนี้ อย่างไรก็ตาม จะต้องฟังรัฐบาลในการให้ข้อมูล ขอร้องประชาชนอย่างตื่นตระหนักและโวยวาย ทั้งนี้กองทัพจะช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่



