ข่าว

'อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์'

'อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์'

24 ก.ย. 2555

'อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์' : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

                ในปี ค.ศ.2011 นาโกลา บาซซีลี หรือ แซม เบซิล ซึ่งอ้างตนว่าเป็นคนยิวอิสราเอล ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (แต่ก็มีบางกระแสข่าวกล่าวว่าความจริงแล้วเขาเป็นคนคริสเตียนที่เกิดในอียิปต์) ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “นักรบทะเลทราย” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อดาวหางมาตกในโลก โดยเนื้อหาไม่ได้มีอะไรข้องแวะกับเรื่องศาสนา แต่ส่วนของการต่อต้านศาสนาอิสลามได้ถูกนำมาใส่ในภายหลัง และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “อินโนเซนส์ ออฟ บิน ลาเดน” แล้วนำออกฉายครั้งแรกในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในฮอลลีวู้ด ในลักษณะของการเช่าโรงภาพยนตร์ แต่ก็มีผู้เข้าชมไม่ถึง 10 คน ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้มีการนำภาพยนตร์ดังกล่าวไปเผยแพร่ทางยูทูบในเดือนกรกฎาคม 2012 ความยาว 14 นาที ในชื่อเรื่อง “เดอะ เรียล ไลฟ์ ออฟ มูฮัมหมัด” และ “มูฮัมหมัด มอร์ ทรีลเลอร์” จนกระทั่งถึงต้นเดือนกันยายนปีนี้ จึงมีบล็อกเกอร์ในอียิปต์ นำภาพยนตร์เรื่องนี้มาลงเสียงภาษาอารบิกออกเผยแพร่อีกครั้งในชื่อของ “อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์” และในวันที่ 8 กันยายน 2012 ทางสถานีโทรทัศน์อัล-นาส ของอียิปต์ ก็ได้นำมาออกอากาศ ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ชาวอียิปต์ ลิเบีย เยเมน และกลุ่มประเทศอาหรับ จนเกิดการประท้วงอย่างกว้างขวางและนำไปสู่ความรุนแรงด้วยการเผาสถานกงสุลสหรัฐ และสังหารทูตสหรัฐ ในเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย และแผ่ขยายออกไปในหมู่ชาวมุสลิมทั่วโลก
   
              เหตุการณ์ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นเพราะความ “ไร้เดียงสา” ของ แซม เบซิล ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ หรือมีนัยบางประการที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งหากมองกลับไปที่สหรัฐ ก็จะพบข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งว่า คนยิวในสหรัฐมีบทบาทสำคัญอย่างสูงในธุรกิจสองประเภท คือธุรกิจการเงินการธนาคาร และธุรกิจบันเทิงรวมถึงสื่อต่างๆ ผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีอิทธิพลของฮอลลีวู้ดหลายคน เช่น แซมมวล โกลวิน ผู้ก่อตั้งบริษัทเมโทร-โกลวิน-เมเยอร์, ซีซิล บี.เดอมิล ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “บัญญัติสิบประการ”, ออตโต พรีมิงเยอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “ดิ เอ็กโซดัส”, โจเอล กับอีธาน โคเฮน, เมนาเฮม โก ผู้อยู่เบื้องหลังดาราใหญ่อย่าง ฌอน คอเนลรี่, ชาร์ล บรอนสัน, ซิลเวสเตอร์ สตาโลน, ชัค นอริส, ฌอง โคล์ด วาน แดม รวมทั้งพ่อมดแห่งโลกมายา-สตีเวน สปีลเบิร์ก เป็นต้น ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่เราจะได้เห็นเรื่องราวของคนยิวจากอดีตถึงปัจจุบันปรากฏบนจอภาพยนตร์มาโดยตลอด นับตั้งแต่ยุคของ “บัญญัติสิบประการ” “เบน-เฮอร์” “ดิ เอกโซดัส” “เอนเทบเบ้” หรือ “ชิลเดอร์’ส ลิสต์” ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพื่อปลุกกระแสชาตินิยมแก่คนยิวหลังสงครามโลกครั้งที่สองและในช่วงการก่อตั้งประเทศอิสราเอล ซึ่งเผชิญกับการต่อต้านจากประเทศอาหรับรอบด้านและอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจและกระแสนิยมยิวในหมู่ชาวโลก อันทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีโกลด้า เมียร์ และนายพลโมเช่ ดายัน แห่งอิสราเอลกลายเป็นวีรชนที่รู้จักโดยทั่วไป
   
              สำหรับในปัจจุบัน ประเทศอาหรับมีบทบาทเพิ่มขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคง ขณะที่อิสราเอลถูกจำกัดบทบาทลงจากเดิม อย่างไรก็ตาม อิสราเอลคงไม่สามารถนอนตาหลับได้ หากประเทศอาหรับหัวรุนแรง เช่น ซีเรีย หรืออิหร่าน มีความเข้มแข็ง และลำพังแค่อิสราเอลเพียงประเทศเดียวย่อมยากที่จะต้านทานการรุกครั้งใหญ่ของกลุ่มประเทศอาหรับที่มีความพร้อมมากกว่าอดีต หรือการเผชิญกับสงครามนิวเคลียร์จากอิหร่านได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงสหรัฐและประเทศตะวันตก ให้เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้ง เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของตน โดยอาศัยกลไกด้านธุรกิจการเงินการธนาคาร ธุรกิจบันเทิง ซึ่งคนยิวในสหรัฐทรงอิทธิพลอยู่ ประกอบกับเงื่อนไขในเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดและการสร้างสรรค์ผลงานที่กฎหมายสหรัฐเปิดช่องอยู่
   
              ปัญหาความขัดแย้งหลายต่อหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกนี้ มีที่มาทั้งจากความ “ไร้เดียงสา” และความ “ร้ายเดียงสา” ไม่เว้นแม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้ของบ้านเราในเวลานี้