
'ปู'เก็บตัวเงียบในบ้านพัก-เตรียมบินบรูไน
'ยิ่งลักษณ์' เก็บตัวเงียบภายในบ้านพัก ก่อนเดินทางไปร่วมพิธีอภิเษกสมรสของพระราชธิดาของสุลต่านบรูไน 23 ก.ย.นี้
22 ก.ย.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่มีภารกิจอย่างเป็นทางการที่จะต้องเดินทางไปที่ไหนแต่อย่างใด และได้พักผ่อนอยู่กับครอบครัวภายในบ้านพักส่วนตัวในซอยโยธินพัฒนา 3 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ และมีรายงานข่าวแจ้งว่านายกรัฐมนตรีใช้เวลาในวันนี้ในการเตรียมตัวเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ 67 (67th Session of the United Nations General Assembly) ระหว่างวันที่ 23-29 กันยายน 2555 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยนายกฯและคณะจะเดินทางออกจากประเทศไทยในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ย.นี้ เวลาประมาณ 05.00 น. และจะเดินทางกลับในวันเสาร์ที่ 29 ก.ย.นี้ เวลาประมาณ 09.45 น.
แหล่งข่าวทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.) เวลา 05.00 น. (ตามเวลาไทย) นายกฯและคณะจะเดินทางออกจากกทม.ด้วยเที่ยวบินพิเศษไปยังกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม เพื่อเข้าร่วมพิธีอภิเษกสมรสของพระราชธิดาของสุลต่านบรูไนฯ ก่อนที่จะเดินทางไปนิวยอร์ค โดยเวลา 13.00น.(เวลาบรูไนฯ) นายกฯจะเดินทางออกจากบรูไนฯโดยเที่ยวบินพิเศษไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแวะเติมน้ำมัน และจะเดินทางออกจากญี่ปุ่นในเวลา 21.50น.(เวลาญี่ปุ่น) มุ่งตรงไปยังท่าอากาศยาน JFK นครนิวยอร์ค
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (www.thaigov.go.th <http://www.thaigov.go.th/>) ได้เผยแพร่กำหนดการการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งนี้ด้วยว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยมีกำหนดการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติฯ ซึ่งในครั้งนี้ นายกฯจะมีภารกิจสำคัญ ทั้งในกรอบสหประชาชาติ และนอกกรอบสหประชาชาติเพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเยือน โดยเฉพาะการส่งเสริมผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ การค้าและการลงทุนของไทย ทั้งนี้การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญสมัยที่ 67 หรือ การประชุม UNGA ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของสหประชาชาติ (UN)และนับเป็นเวทีการประชุมโลกที่ใหญ่ที่สุดที่มีผู้นำจากประเทศต่างๆเข้าร่วม เพื่อใช้โอกาสนี้แสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล ระบุอีกว่า สำหรับคณะทางการฝ่ายไทย ที่จะร่วมเดินทางครั้งนี้ ประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญ คือ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หม่อมราชวงศ์ พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายแพทย์ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และได้เชิญภาคเอกชนที่มีศักยภาพร่วมเดินทางด้วย ไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชนในสาขาการเงิน การคลัง ตลาดทุน อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตร ธุรกิจแฟชั่นและการออกแบบ ตลอดจน สมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อจะได้ใช้โอกาสการเดินทางครั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ และขยายช่องทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อมากที่สุด และเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับ 3 ของไทย
อย่างไรก็ตามการประชุมครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 67 ซึ่งประธานการประชุมจากประเทศเซอร์เบีย ได้กำหนดหัวข้อหลักของการประชุมปีนี้ คือ "Bringing about adjustment or settlement of international dispute or situations by peaceful means" เพื่อย้ำบทบาทสำคัญของสหประชาชาติในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆของโลก โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับสันติภาพและความมั่นคง ซึ่งนายกฯจะแสดงวิสัยทัศน์ของไทยเกี่ยวกับพัฒนาการที่สำคัญของโลก รวมทั้งประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ
โดยถ้อยแถลงของนายกฯจะย้ำแนวทางการบริหารประเทศของไทยที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อลดและป้องกันการเกิดข้อพิพาทที่มีต้นเหตุจากความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมใช้โอกาสนี้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยแสดงความพร้อมของรัฐบาลในการบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้าภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลและหลังเหตุการณ์อุทกภัยปี 2554 ตลอดจน ความก้าวหน้าของไทยในเรื่องบทบาทและศักยภาพของสตรี และการกลับมามีบทบาทแข็งขันของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ หรือ การให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่าง ๆ และเพื่อนบ้านเพื่อการพัฒนา
“ในการนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แห่งเมียนมาร์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในช่วงระหว่างการประชุมด้วย” เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล ระบุ
เว็บทำเนียบ ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดการร่วมกิจกรรมคู่ขนานอื่นๆที่สำคัญ เช่น โครงการ Every Women Every Child (EWEC): Global Strategy for Women's and Children's Health ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การริเริ่มของเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของสตรีและเด็ก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์ในงานดังกล่าว ซึ่งไทยจะหยิบยกประเด็นเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage) ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของเด็กและสตรี ควบคู่ไปกับการพัฒนาบทบาทสตรี ที่มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพื่อส่งเสริมให้สตรีมีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ในโอกาสนี้นายกฯจะตอกย้ำบทบาทเชิงรุกและสร้างสรรค์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวสุนทรพจน์ที่ ASIA Society ในหัวข้อ "ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" โดยจะได้กล่าวถึงความท้าทายทั้งทางเศรษฐกิจของโลกและความมั่นคง ที่เกิดข้อพิพาทขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ขณะที่อาเซียนที่กำลังก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเอเชีย ด้วยการพัฒนาการเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนไว้ด้วยกัน เพื่อความมั่นคง การพัฒนาและการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โดยในฐานะศูนย์กลางและมีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงของอาเซียน และมีการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานภูมิภาคและของโลก นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในด้านต่างๆของไทย ทั้งความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และนโยบายการพัฒนาและการเติบโตอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ จะได้กล่าวถึงบทบาทของจีนในสหรัฐฯ ในภูมิภาคอาเซียนที่จะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและการเจริญเติบโตของภูมิภาค
สำหรับภารกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการดังนี้
- เข้าร่วมและเปิดงาน Thai Restaurant Week ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก ที่จัดขึ้นโดยกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกับมอบนโยบายให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทย ณ นครนิวยอร์ก
- การกล่าวสุนทรพจน์เปิดการสัมมนาในหัวข้อ "The State of the Thai Economy" เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ในสาขาการเงิน การคลัง และตลาดทุน โดยมีภาคเอกชนไทยในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย
- การกล่าวเปิดงาน Executive Luncheon Meeting ที่จัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและ BOI ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมจากภาคเอกชนไทยและนักลงทุนสหรัฐฯ ในกลุ่ม real sector โดยมีผู้แทนจาก USABC และ USCC เข้าร่วมด้วย
พร้อมใช้โอกาสนี้ ศึกษาและเยี่ยมชม Highline Park และ Grand Central Station เพื่อศึกษาระบบการบริหารจัดการ การวางผังเมือง และระบบรักษาความปลอดภัยในนครนิวยอร์กที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทย และพบหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์ กับนาย Michael Rubens Bloomberg นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ซึ่งเป็นผู้ที่มีความโดดเด่นในฐานะนายกเทศมนตรีและประสบความสำเร็จทั้งในทางธุรกิจและในการบริหารเมือง นอกจากนี้ จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนชั้นนำของสหรัฐฯเข้าสัมภาษณ์ ได้แก่ Wall Street Journal และ The New York Times



