
พธม.จวก'รัฐตำรวจ'รับใช้การเมือง
'แกนนำ พธม.' แถลงต้าน 'รัฐตำรวจ' รับใช้การเมือง ซัด 'คำรณวิทย์' บินให้ 'แม้ว' ติดยศ สะท้อนจริยธรรมตกต่ำ
21 ก.ย.55 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำรุ่นที่ 2 และโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) อ่านแถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 6/2555 เรื่อง"การกลับมาอีกครั้งของรัฐตำรวจ" ว่ากรณีที่พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในต่างประเทศ พร้อมกับให้พ.ต.ท.ทักษิณ ประดับยศ อีกทั้งยังติดป้ายที่สำนักงานด้วยข้อความว่า “มีวันนี้เพราะพี่ให้” นั้น และยังประกาศว่าพร้อมลาออกทันทีหากพรรคการเมืองฝ่ายค้านกลับมาเป็นรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานจริยธรรมที่ตกต่ำ ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤติที่ร้ายแรง เมื่อตำรวจซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายกลายแสดงตนเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างชัดเจน
นายปานเทพ กล่าวต่อว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการกระทำดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุทำให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แจ้งต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า จะไปยื่นหนังสือให้แก่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และได้เชิญตำรวจคนอื่นให้ไปด้วยกัน และปรากฏว่าเมื่อถึงวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา มีการนำตำรวจกว่า 200 นาย ซึ่งพกอาวุธรวมตัวกันในเวลาราชการเข้ามาบริเวณพรรคประชาธิปัตย์ ถึงแม้ต่อมาพล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะไม่ได้มาที่พรรคประชาธิปัตย์ แต่การกระทำดังกล่าว เป็นการนำกองกำลังเจ้าหน้าที่รัฐติดอาวุธข่มขู่พรรคการเมือง ลุแก่อำนาจ จะยิ่งสร้างความแตกแยกในระดับที่รุนแรงและร้าวลึกไปยิ่งกว่าเดิม
นายปานเทพ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเอื้อประโยชน์ให้กับสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่มีผลตอบแทนในรูปของสิทธิพิเศษหรือเงินทอง หรือในรูปคณะกรรมการต่างๆ ทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศชาติ ก้าวเข้าสู่ความตกต่ำลง อีกทั้งรัฐบาลซึ่งมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับได้เคยกระทำความผิดต่อกฎหมายในระหว่างการชุมนุม จะทำให้เกิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และมีการดำเนินคดีความเป็นไปอย่างเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ไม่เกิดความเท่าเทียมกัน อาทิ มีการดำเนินการโดยพนักงานสอบสวน ร่วมมือกับอัยการได้ดำเนินการขอให้ศาลไต่สวนการชันสูตรพลิกศพของผู้ร่วมชุมนุมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี พ.ศ.2553 ว่าเสียชีวิตด้วยเจ้าหน้าที่รัฐหรือโดยการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคดีของแกนนำนปช. ที่ไม่มีความคืบหน้า
"ส่วนคดีที่เกี่ยวกับชายชุดดำที่ติดอาวุธสงครามโจมตีและสังหารทหาร ก็ไม่ได้มีความคืบหน้าเช่นกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวยิ่งทำให้เกิดกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ทัดเทียมกัน ซึ่งอาจทำให้สังคมสับสนและเกิดการโฆษณาชวนเชื่อด้านเดียวว่า ทหารหรือรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ฆ่าประชาชน ซึ่งจะสร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติ โดยปราศจากข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่ว่าการชุมนุมของนปช. มีกลุ่มชายชุดดำติดอาวุธสงครามยิงทำร้ายและสังหารทหารก่อนที่จะมีการสลายการชุมนุมในเวลาต่อมา ดังปรากฏในรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เป็นที่ชัดเจนแล้ว" นายปานเทพ กล่าว
นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังปรากฏอีกว่า เจ้าพนักงานสอบสวน กับอัยการสูงสุดในยุครัฐบาลปัจจุบัน ได้ร่วมมือกันดำเนินการ ไต่สวนชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 เพื่อพิสูจน์ว่า การชุมนุมของนปช. เสียชีวิตโดยการกระทำของทหารนั้น เป็นการปฏิบัติที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกรณีของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ซึ่งเป็นผู้ร่วมชุมนุมกับพธม. ที่เสียชีวิตด้วยระเบิดแก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่รัฐยิงเข้าใส่ ก็ไม่ได้มีการดำเนินการไต่สวนชันสูตรพลิกศพเพื่อชี้ว่าเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐแต่ประการใด ซึ่งสะท้อนเห็นว่ามีความอยุติธรรมเกิดขึ้นกับผู้ชุมนุม 2 กลุ่มที่ไม่ทัดเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม
"กรณีนี้มีการใช้กระบวนการชั้นต้นและชั้นกลางเป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงเกรงว่าจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด การกระทำใดก็ไม่สามารถกดดันให้พธม.เห็นด้วยกับร่างพรบ.แห่งชาติได้ กระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้นต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายใดสุจริตหรือไม่สุจริตในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา หากพ.ต.ท.ทักษิณ หรือฝ่ายใดไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ประเทศจะไม่สามารถสงบได้" นายปานเทพ กล่าว
ด้านนายพิภพ ธงไชย แกนนำพธม. กล่าวว่า คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้รับการแต่งตั้งในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศในคำแถลงของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่าจะให้คอป.ทำหน้าที่ต่อไป แสดงว่ารัฐบาลชุดนี้มั่นใจในการทำหน้าที่ของคอป. โดยเฉพาะรายงานสรุปที่ออกมานั้นเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกเผยแพร่มากที่สุด ถึงแม้จะไม่มีความจริงทั้งหมด แต่รายงานชิ้นนี้ก็เชื่อว่าไม่มีความเท็จ ขณะที่เหตุการณ์ในประเด็นชายชุดดำ ถึงแม้พธม.ยังอ่านรายงานไม่หมด แต่ในข้อเท็จจริงพธม.ก็รู้ว่ามีกองกำลังติดอาวุธ หรือชายชุดดำอยู่ในกลุ่มผู้ชุมุนุม ดังนั้นเมื่อรายงานฉบับนี้ออกมาจึงทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงอดกมากังวลทันที เพราะประชาชนเชื่อว่ามีการใช้อาวุธ ทำให้การชุมนุมที่บอกว่าสันติก็เป็นไปไม่ได้
"กลุ่มคนเสื้อแดงหรือส.ว.ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็เลือกบางประเด็นที่จะมาพูด เพราะกระทบกับคำพูดที่ว่าชุมนุมโดยสันติทันที ซึ่งข้อเสนอจำนวน 14 ข้อเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อไป เพื่อค้นหาความจริงเพิ่มเติมให้นำไปสู่การเยียวยา จากนั้นจะนำไปสู่การนิรโทษกรรม หรือการปรองดอง แต่กระบวนการยุติธรรมต้องเดินต่อไป" นายพิภพ กล่าว



