
'นายกฯ'เปิดงานรวมพลังสร้างชาติฯ
'ยิ่งลักษณ์' เปิดงาน 'รวมพลังสร้างชาติฯ' สั่ง กบอ. ติดตามสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากที่อุตรดิตถ์ รับการเข้าพื้นที่ยังช้า
21 ก.ย.55 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข เปิดงาน “รวมพลังสร้างชาติ แม่และเด็ก ไม่ขาดไอโอดีน” จัดโดยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เด็กไทยมีสุขภาพแข็งแรง ใฝ่รู้ กตัญญูและดูแลบ้านเมือง พร้อมประกาศเจตนารมณ์ส่งเสริมสุขภาพหญิงตั้งครรภ์และเด็ก ได้รับไอโอดีนคุณภาพอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการเสริมสร้างสติปัญญาเด็กไทยให้เฉลียวฉลาด คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และพัฒนาคุณภาพทรัพยากรหลักของประเทศ
นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอนามัยแม่และเด็ก เน้นป้องกันเด็กปัญญาอ่อน เร่พัฒนาระดับสติปัญญาการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก จากการสำรวจพัฒนาการเด็กไทยโดยกรมอนามัย สมวัย เพียงร้อยละ73 และการสำรวจ ไอคิวของเด็กนักเรียนไทอายุ 6-15 ปี โดยกรมสุขภาพจิต พบไอคิวเฉลี่ย 99 จุด โดยสูงสุดที่กทม. 105 จุด ต่ำสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 96 จุด ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานสากลคือ 100 จุด สาเหตุหลักเกิดจากการขาดสารไอโอดีน ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาสมอง ตลอดจนการเลี้ยงดูของพ่อแม่
มาตรการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าจะให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยร้อยละ 90 และมีไอคิวเกิน 100 จุด ภายในปี 2559 การดำเนินการใน 4 ปีนี้ จะเน้นหนัก 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การส่งเสริมสุขภาพในประชากร 5 กลุ่ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กทารก เด็กปฐมวัย และ เด็กวัยเรียน รวมปีละ 14 ล้านคน โดยในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ปีละ 8 แสนคน จะเน้นให้ฝากครรภ์ทันที ที่รู้ว่าตั้งครรภ์หรือายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์ให้ได้มากกว่าร้อยละ 80 เพื่อที่จะป้องกันแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และจัดระบบเฝ้าระวังระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ให้อยู่ระหว่าง150-249 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร โดยสนับสนุนให้ได้รับยาเม็ดเสริมไอโอดีน เหล็กและโฟเลต ทุกคนตลอดการตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด 6 เดือน ซึ่งขณะนี้ให้บริการฟรีในโรงพยาบาลทุกแห่งครอบคลุมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศ ในกลุ่มเด็กทารกให้โรงพยาบาลทุกแห่งทั้งรัฐและ เอกชนได้เจาะเลือดเมื่ออายุครบ48 ชั่วโมง เพื่อตรวจระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์เพื่อได้รับการรักษาให้ทันท่วงที อีกทั้งผลักดันนโยบาย "กิน กอด เล่น เล่า" โดยส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และโภชนาการสมวัย พ่อแม่กอดลูกและเล่านิทานให้ลูกฟัง รวมทั้งให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ
2. กำหนดให้เกลือบริโภคทั้งคนและสัตว์ทุกชนิด ต้องเป็นเกลือเสริมไอโอดีน โดยได้ออกกฎหมาย ให้เกลือบริโภคต้องมีปริมาณไอโอดีน 20-40 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สร้างศูนย์เรียนรู้การผลิตเกลือบริโภค เสริมไอโอดีนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปีนี้ได้สนับสนุนเครื่องผสมเกลือไอโอดีนที่ได้มาตรฐานให้กับผู้ประกอบการเกลือบริโภคเสริมไอโอดีนทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวน 100 เครื่อง และสนับสนุน สารโพแทสเซียมไอโอเดท เพื่อให้ผู้ประกอบการผลิตเกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพและเป็นไปตามหลักกฎหมาย ที่กำหนด ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาชุมชนหมู่บ้านทั่วประเทศซึ่งมี 77,000 แห่งให้เป็นชุมชน/หมู่บ้านไอโอดีน และพัฒนาสู่ความยั่งยืนเป็นจังหวัดไอโอดีนทั้งหมด ภายในปี 2558 3.เสริมไอโอดีน ในน้ำดื่มในพื้นที่ทุรกันดาร ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรณรงค์สร้างกระแส ความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักเรื่องไอโอดีนที่มีผลต่อพัฒนาการสมวัยและสติปัญญา
สำหรับการจัดงานรวมพลังสร้างชาติ แม่และเด็กไม่ขาดไอโอดีนในครั้งนี้ เป็นการประกาศเจตนารมณ์ ความมุ่งมั่น ของประเทศไทยในการขจัดโรคขาดสารไอโอดีน โดยนายกรัฐมนตรี ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างมีพลัง ทั้งกลุ่มผู้ผลิต ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกลือเสริมไอโอดีนและผลิตภัณฑ์ เสริมไอโอดีนมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มผู้ประกอบการด้านอาหาร ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน และครัวเรือน มีการใช้เกลือบริโภคเสริมไอโอดีนและผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีนคุณภาพทุกครั้งที่ปรุงและประกอบอาหาร รวมทั้งเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆที่มีไอโอดีน เช่น ไข่ไก่เสริมไอโอดีน อาหารทะเล เป็นประจำจนอยู่ในวิถีชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มวัย
นอกจากนี้ยังได้มอบโล่เกียรติคุณแก่องค์กรระหว่างประเทศ และหน่วยงานที่สนับสนุนการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน จำนวน 10 หน่วยงาน การลงนามข้อตกลงหรือเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับชมรมผู้ประกอบการเกลือเสริมไอโอดีนภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ นิทรรศการ ให้ความรู้ เวทีเสวนาวิชาการ “รวมพลังภาคีร่วมใจ แม่และเด็กไทยไม่ขาดไอโอดีน”
'ยิ่งลักษณ์' สั่งกบอ.ติดตามสถานการณ์น้ำที่อุตรดิตถ์
นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีน้ำป่าและเข้าท่วมในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ว่ากำลังให้มีการตรวจสอบรายละเอียด นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.).จะมีการประชุมเพื่อประมวลข้อมูลข่าวสารทุกวัน รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งในส่วนของศูนย์การสั่งการแบบซิงเกอร์คอมมานด์ ถือว่าทั้งสองหน่วยประสานงานทำงานตลอดเวลาอยู่แล้ว เมื่อถามว่าวันนี้การให้ความช่วยเหลือในพื้นที่นั้นทำอย่างเต็มที่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เต็มที่ ในทุกจังหวัดได้มีการตั้งศูนย์ส่วนหน้าแล้ว และศูนย์ดังกล่าวก็จะมีตัวแทนทุกหน่วยงาน
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะต้องเรียกประชุม วันนี้ศูนย์ส่วนหน้าได้ตั้งทั้งหมดตลอดเวลาแล้ว และเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้ามาสแตนด์บาย โดยเฉพาะส่วนกลางที่จะประสานงานก็ได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดขึ้นและรวดเร็วขึ้น” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
เมื่อถามว่ามีอะไรที่ยังห่วงอยู่หรือไม่ นายรัฐมนตรี กล่าวว่า จริงๆแล้ว ถ้าถามว่าห่วงหรือไม่ ก็ยังห่วงอยู่ วันนี้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่นั้นเร็วขึ้น แต่บางครั้งมวลน้ำเวลาฝนตกมีปริมาณมากจึงทำให้น้ำไหลบ่า อย่างไรก็ตามจะต้องดูในเรื่องของการเข้าไปและวิธีการเข้าไปในพื้นที่ให้รวดเร็ว รัฐบาลเองมีเป้าหมายหลักในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอยู่แล้ว เมื่อถามว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกยังถือว่าหนักอยู่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ก็ยังหนักอยู่ค่ะ ขอเรียนว่าเนื่องจากปริมาณน้ำฝนในช่วงนี้มีค่อนข้างมาก จึงทำให้สถานการณ์อย่างหนักอยู่ เราเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้เจ้าหน้าที่สแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง"
เมื่อถามว่าจะต้องมีการเฝ้าระวังไปอีกนานหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “อย่างที่บอกว่าสัปดาห์นี้ ก็จะมีการเฝ้าระวัง ก็คงต้องมีการติดตามสถานการณ์อีกทีหนึ่ง ช่วงระหว่างหนึ่งเดือนก็คงจะยังมีปริมาณเช่นนี้ ก็คงต้องฟังรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้การระบายอาจเป็นไปได้ยากบ้าง”
เมื่อถามว่าในช่วงที่นายกรัฐมนตรี เดินทางไปประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ 23-29 ก.ย.นี้ ได้มีการสั่งการอะไรไว้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "มีค่ะ รัฐมนตรีก็ต้องทำงานอยู่แล้ว และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ก็ถือว่ารักษาการช่วงที่ไม่อยู่ นอกจากนี้นายยงยุทธ ยังได้ดูแลศูนย์กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอยู่แล้ว เชื่อว่าจะสามารถประสานงานกันได้เหมือนเดิม มีอะไรก็สามารถติดต่อได้"
นายกฯชี้กทม.ปิดงบฯแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้ว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีที่กทม.ออกมาระบุว่า ได้รับงบประมาณในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยไม่ครบว่า เรียนว่าเรื่องงบประมาณต่างๆ เราต้องกลับมาคุยกันก่อนว่า ตั้งแต่เริ่มต้นหน่วยงานหรือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีการสำรวจให้ครบในการดูแลประชาชน เรียกว่าถ้าหากปิดไม่จบกันแบบนี้ ก็จะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจ อย่างไรก็ตามขั้นตอนแรกทุกหน่วยงานจะต้องสำรวจความเสียหายของพี่น้องประชาชน ขั้นตอนการปิดจริงๆ เราก็ได้รับทราบว่าไม่มีแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าอะไรที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนเราไม่นิ่งนอนใจอยู่แล้ว และจะให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.มหาดไทย ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ในทางปฏิบัติผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถที่จะเบิกเงินภายใต้งบฉุกเฉินเองได้อยู่แล้ว ขอให้ทุกหน่วยงานดูแลประชาชนอย่างเต็มที่เถอะ รัฐบาลก็พร้อมให้ความช่วยเหลือดูแลทุกส่วนจริงๆ ขอให้การดูแลเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมตามข้อเท็จจริง
'นายกฯ'อุ้ม'กิตติรัตน์'ปมโกหกสีขาว
นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เตือนรัฐบาลประเทศอาร์เจนตินาว่าอาจถูกลงโทษได้ หากยังไม่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มีความถูกต้องน่าเชื่อถือ โดยผู้สื่อข่าวถามว่าจะเป็นกรณีเดียวกับการ”โกหกสีขาว”ของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังหรือไม่ ว่า “เรียนว่าตัวเลขทั้งหมดเราเป็นตัวเลขจริงอยู่แล้วไม่มีอะไรอย่างอื่น เพียงแค่อาจจมาจากการเข้าใจหรือในวิธีการพูดเฉยๆ”
เมื่อถามว่าจะทำให้มีผลกระทบต่อความเข้าใจของรัฐบาลในเรื่องของการบริหารประเทศและการสร้างคามเชื่อมั่นกับต่างชาติหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ขอความกรุณาสื่อมวลชนไม่อยากให้ตื่นตระหนกกัน ก็ขอให้ดูในข้อเท็จจริงมากกว่า เพราะว่าบางทีเรากังวลมากไปก็ ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่น มีความกังวล แต่ก็เรียนว่าตัวเลขของรัฐบาลเป็นตัวเลขที่เรารายงานจากข้อเท็จจริงทั้งหมดอยู่แล้ว"
“การตั้งเป้าหมายแน่นอน ทุกคนก็ต้องตั้งเป้าหมายที่ท้าทายเพื่อให้หน่วยงานทุกหน่วยงานทำอย่างเต็มที่ แต่ตัวเลขเป็นตัวเลขจริงทั้งหมด ขอเรียนยืนยันแบบนี้นะค่ะ” นายกรัฐมนตรี กล่าว เมื่อถามว่า ต่างชาติยังคงให้ความเชื่อมันกับนายกิตติรัตน์ อยู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยตอบคำถามอื่นจากสื่อมวลชนแทน



