
'แก่งกระจาน'โมเดลสางปัญหาคนกับป่า
'แก่งกระจาน'โมเดล สางปัญหาคนกับป่า : ตะลุยข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ
ท่ามกลางความสมบูรณ์ของผืนป่า "แก่งกระจาน" กว่า 1.8 ล้านไร่ กลับพบสารพัดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากป่าและประชาชนที่อาศัยอยู่รายรอบ ทั้งปัญหาการล่าสัตว์ป่า การบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายแหล่งอาหารและถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่า จนทำให้สัตว์ป่าน้อยใหญ่ โดยเฉพาะ "ช้าง" ต้องออกจากป่ามาหาอาหารและทำลายพืชไร่ของชาวบ้านลุกลามเป็นความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าอย่างรุนแรง
ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ พยายามเข้าไปสะสางสารพัดปัญหาที่ทับถมอยู่ในป่าผืนนี้แห่งนี้ กระทั่งล่าสุด มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ นำโดย ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เข้าไปแสวงหาความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ "บ้านโป่งลึก" และ "บ้านบางกลอย" สองหมู่บ้านใน ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่กว่า 200 ครัวเรือน หรือกว่า 1,000 คน
"ชาวบ้านที่นี่อาศัยอยู่ในผืนป่ามากว่า 100 ปี ต่อมามี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ ออกมาครอบคลุมพื้นที่ เจ้าหน้าที่รัฐจึงต้องบังคับใช้กฎหมาย มีการย้ายชาวบ้านออกมาจากป่าลึกให้มาอยู่รวมกันในหมู่บ้าน แต่ขาดความต่อเนื่อง ไม่ได้ดูแลความเป็นอยู่ เช่นการส่งเสริมการประกอบอาชีพ ทำให้ชาวบ้านมีปัญหาปากท้อง ต้องกลับเข้าป่าอีกเนื่องจากในหมู่บ้านมีทรัพยากรที่จำเป็นในการดำรงชีพไม่เพียงพอ" ม.ร.ว.ดิศนัดดา บอกถึงต้นตอของปัญหา
ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเกิดความทุกข์ยากนั้น ม.ร.ว.ดิศนัดดา มองว่า เป็นเพราะหมู่บ้านตั้งอยู่ห่างจากแหล่งน้ำกว่า 14 กิโลเมตร ทำให้ขาดแคลนน้ำ อีกทั้งยังขาดอาชีพไม่มีรายได้ จึงต้องกลับเข้าไปอาศัยในป่าใกล้แหล่งน้ำและแหล่งอาหาร ในการหารือร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐโดยมีมูลนิธิเป็นตัวกลางประสาน จะร่วมกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา มั่นใจว่าหากทำสำเร็จน่าจะแก้ปัญหาป่าแก่งกระจานได้
"ที่ประชุมมีแนวทางว่าจะร่วมกันแก้ปัญหา โดยฝ่ายรัฐจะเข้าไปวางระบบการบริหารจัดการน้ำให้สามารถนำน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีและแหล่งน้ำใกล้เคียงเข้าไปใช้ประโยชน์ในหมู่บ้าน และจะจัดสรรพื้นที่ว่างเปล่าภายในหมู่บ้านและโรงเรียนตชด.ห้วยแม่เพรียงให้ครอบครัวละ 2 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่ทำกิน รวมทั้งจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชที่ชาวบ้านต้องการนำไปเพาะปลูกเพื่อรับประทานและขายเลี้ยงชีพ ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยตั้งเป้าว่าชาวบ้านทุกครัวเรือนต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 1 แสนบาทต่อปี ซึ่งมากกว่ารายได้เดิมของเขาเกือบเท่าตัว" ม.ร.ว.ดิศนัดดา ขยายความ
ด้าน "นิรันดร์ พงษ์เทพ" ประธานสภาอบต.ห้วยแม่เพรียง บอกว่า ชาวบ้านต้องการน้ำมากที่สุดเพื่อนำมาใช้ในการเพาะปลูก ที่ผ่านมาขาดน้ำจึงจำเป็นต้องเข้าป่าไปอาศัยใกล้แหล่งน้ำ จนถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุกป่าทั้งที่ความจริงแล้วชาวบ้านอาศัยอยู่กับป่ามาก่อน อย่างไรก็ตาม จะให้ความร่วมมือกับมูลนิธิปิดทองหลังพระอย่างเต็มที่ เพราะเห็นถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน
"ผมขอยืนยันพวกผมไม่ใช่คนทำลายป่า ไม่ได้เป็นตัวการในการล่าสัตว์ แต่การกระทำเหล่านั้นเป็นกลุ่มคนจากภายนอก เป็นนายทุน เป็นพรานต่างถิ่น ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาพวกผมตกเป็นจำเลยทุกที" นิรันดร์ กล่าว
ขณะที่ "ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร" หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยอมรับว่า ผู้ที่เข้ามาสร้างปัญหาโดยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในป่าแก่งกระจานส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ มีทั้งที่เข้ามาจากพื้นที่เมือง และมาจากตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน หากสามารถกันชาวบ้านให้มาอยู่รวมกันได้โดยการจัดสรรที่ทำกินให้เป็นหลักแหล่งเชื่อว่าน่าจะแก้ปัญหาการบุกรุกป่าเพิ่มเติมได้ แต่กังวลว่าอาจมีบุคคลภายนอกเข้ามาสวมสิทธิ์รับมอบที่ดินจัดสรร ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
อีก 6 เดือนข้างหน้า จะมีการประเมินผลการแก้ปัญหาป่าแก่งกระจานตามแนวทางของมูลนิธิปิดทองหลังพระ ว่าสามารถนำมาแก้ปัญหาระหว่างคนกับป่าได้หรือไม่ หากสัมฤทธิผลจะมีการต่อยอดเป็น "แก่งกระจาน โมเดล" แก้ปัญหาพื้นที่ป่าส่วนอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไป



