
ปรากฏการณ์'อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์'
ปรากฏการณ์'อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์' : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]
หากไม่นับรวมความสูญเสียและความรุนแรงที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากภาพยนตร์ต่อต้านอิสลามที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าปรากฏการณ์ “อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์” ที่ก่อให้เกิดการลุกฮือขึ้นประท้วงไปถ้วนทั่วนั้นมีความน่าสนใจอยู่อย่างน้อย 2 ประการ
ประการแรกคือวิถีทางการตอบโต้ของมุสลิมที่สะท้อนให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้น เพราะขณะที่ชาวคริสเตียน/ยิวตะวันตกบางคนใช้วิธีลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาเพื่อยั่วยุให้เกิดความโกรธแค้น แต่มุสลิมกลับไม่เลือกวิธีการเดียวกันตอบโต้ ผมหมายความว่าเมื่อศาสนทูตมุฮัมมัดถูกให้ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา แต่ไม่มีมุสลิมแม้แต่คนเดียวในจำนวนกว่า 1,600 ล้านคนทั่วโลก ออกมาลบหลู่ศาสดาของทั้งศาสนาคริสต์และยูดาย ขณะเดียวกันเมื่อมีการเผาคัมภีร์อัลกุรอานในสหรัฐ กลับไม่มีมุสลิมคนไหนในโลกที่คิดจะเผาคัมภีร์ของศาสนาอื่นเป็นการแก้แค้น
ที่เป็นอย่างนี้เพราะศาสนาอิสลามมีบัญญัติห้ามมุสลิมล่วงละเมิดความเชื่อของศาสนาอื่นเป็นอันขาด กับอีกเหตุผลหนึ่งก็คือทั้งศาสดาและคัมภีร์ของศาสนาคริสต์และยูดาย ได้รับความเคารพนับถือจากมุสลิมมากพอๆ กับที่มุสลิมเคารพศรัทธาในศาสนทูตมุฮัมมัดและคัมภีร์อัลกุรอานของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ วิธีการตอบโต้ของมุสลิมจึงถูกจำกัดขอบเขต เป็นขอบเขตที่มิอาจก้าวล่วงได้ สุดท้ายสถานทูตสหรัฐและชาติพันธมิตรจึงกลายเป็นเป้าหมายที่ชาวมุสลิมต้องการสื่อความไม่พอใจให้ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้รับรู้
แต่การชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐก็ใช่ว่าจะฉายภาพให้เห็นวิถีการตอบโต้ของชาวมุสลิมทั้งหมด เพราะมีมุสลิมอีกจำนวนมากที่ใช้โอกาสนี้สร้างความเข้าใจให้เพื่อนร่วมชาติและสังคมโลก เช่น การตีพิมพ์อัลกุรอานแปลอังกฤษแจกจ่ายไปให้คนที่อยากศึกษา การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนา การอธิบายความจริงผ่านงานวิชาการ ฯลฯ
ความน่าสนใจประการต่อมาของปรากฏการณ์ “อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์” คือ อคติและมายาคติของชาวตะวันตกบางคนที่มีต่อโลกมุสลิม ซึ่งเป็นอคติและมายาคติที่มิได้เริ่มขึ้นจากเหตุการณ์ 9/11 แต่มันปรากฏก่อนหน้านั้นเกือบพันปี บทนำในหนังสือเรื่อง “The Road to Mecca” ของ มุฮัมมัด อะซาด นักวิชาการปากีสถานที่โด่งดัง ซึ่งเขียนไว้เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว ฉายภาพประเด็นนี้ให้เห็นเป็นอย่างดี เขาอธิบายว่า
“เมื่อคำประกาศที่มีชื่อเสียงของโป๊ปเออร์บันที่ 2 (Pope Urban II)ถูกประกาศออกไปที่เคลอมองต์(Clermont)ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1095 เร่งเร้าให้คริสเตียนทำสงครามกับชนชาติอันชั่วร้ายที่ครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ โป๊ปอาจจะไม่รู้ตัวว่าคำประกาศของเขาได้กลายเป็นกฎบัตรของอารยธรรมตะวันตกในเวลาต่อมา ประสบการณ์อันบอบช้ำของสงครามครูเสดได้ทำให้ยุโรปตระหนักในวัฒนธรรมและเอกภาพของพวกเขา แต่ประสบการณ์เดียวกันนี้ได้นำไปสู่การใส่ร้ายป้ายสีต่ออิสลาม… ความเสียหายที่เกิดจากสงครามครูเสดไม่ได้จำกัดเฉพาะการประหัตประหารกันทางอาวุธเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญสุดคือความเสียหายทางปัญญา เป็นยาพิษในความคิดและจิตใจของตะวันตกที่มีต่อโลกมุสลิมผ่านการบิดเบือนคำสอนและอุดมคติของอิสลามอย่างตั้งใจ…เมื่อการเรียกร้องให้ทำสงครามครูเสดกลายเป็นสิ่งชอบธรรม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประทับตราศาสนทูตของอิสลามว่าเป็นผู้ทำลายคริสต์และศาสนาที่ท่านนำมาถูกพรรณนาด้วยคำที่น่ากลัวอย่างยิ่งว่าเป็นที่มาของความชั่วร้ายและวิปริต ในช่วงสงครามครูเสดนี้เองที่ความคิดอันน่าขันได้กระพือขึ้นโดยกล่าวหาอิสลามว่าเป็นศาสนาแห่งความลามกชั่วร้ายและความรุนแรง…”
นี่แหละครับคือต้นตอของปัญหา เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ยุคสงครามครูเสด



