
ติดสินบนเจ้าพนักงานโทษหนักทั้งผู้สนับสนุนและตัวการ
ติดสินบนเจ้าพนักงานโทษหนักทั้งผู้สนับสนุนและตัวการ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
การชี้มูลของ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ต่อกรณีบริษัทไร่ส้ม ซึ่งมีคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ตกเป็นจำเลย ในทางกฎหมายต้องถือว่า คุณสรยุทธยังเป็นเพียง “ผู้ถูกกล่าวหา” เพราะ “การชี้มูลของ ป.ป.ช.” จะมีกระบวนการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการทำหน้าที่พิจารณาสั่งฟ้องต่อศาล ซึ่งหากถามว่า อัยการจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง ก็ต้องพูดตามเนื้อผ้าว่า “ฟ้องเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์” จะบอกไปว่า “ฟ้องแน่” เกรงจะเป็นการก้าวล่วง แต่จากการได้สังเกตวิธีการทำงานของอัยการกับ ป.ป.ช.แล้ว น่าจะถือหลักการให้เกียรติ เพราะ ป.ป.ช.เป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นนักกฎหมายและผู้ซึ่งสังคมให้การยอมรับนับถือ หากชี้มูลมาก็น่าจะไว้ใจได้ว่า มีการ “กลั่นกรอง” มาขั้นหนึ่งแล้ว
ทำให้กรณีของบริษัทไร่ส้ม และพนักงานเจ้าหน้าที่ของ อสมท ทั้งหมด ซึ่งมีสภาพเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ในเวลานี้ คงต้องเตรียมตัวตั้งรับกับบรรดาข้อกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งน่าจะได้ทราบกันถ้วนทั่วทางสื่อต่างๆ ที่เผยแพร่ออกไป ซึ่งโทษสำหรับการให้สินบน รับสินบนนั้น ในทางกฎหมายอาญาถือเป็นโทษอุกฉกรรจ์ มีความผิดร้ายแรงสูงสุดถึง “ประหารชีวิต” แต่เคยมีคนถามเหมือนกันว่า แล้วประหารไปกี่คนแล้ว เท่าที่ทราบเป็น “หมื่นรายครับ แต่ไม่ใช่ประเทศไทย” ที่พูดถึงคือ “ประเทศจีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายใหญ่ของเอเชียนั่นเอง” มีการพูดกันว่า ประเทศจีนเอาจริงเอาจังกับเรื่องการ “ติดสินบนหรือรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ” เป็นอย่างยิ่ง ถึงกับมีคนพูดกันว่า โทษประหารชีวิตของจีนในกรณีการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น เขาทำคดีเร็วมาก จับวันนี้ อาจพิพากษาหรือสำเร็จโทษกันได้เลยถ้ามีประจักษ์พยานแน่นหนา
ทำให้เรื่องนี้น่าจะเป็นอีก “หนึ่งบทเรียน” ซึ่งท้าทายผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราเป็นอย่างยิ่งว่า ส่วนหนึ่งของ “ความไม่กลัวเกรงกฎหมายขนาดมีโทษบัญญัติไว้สูงสุดถึงประหารชีวิตนั้น” มีปัญหาอันเนื่องมาจากความยืดหยุ่นหรือเกิดจากช่องว่างอันใดในกระบวนวิธีการของสังคมเราในประการใดบ้าง
เท่าที่รับรู้มา คดีหลายคดีกับ “โทษรอลงอาญา หรือ การลดโทษอันเนื่องมาจากการไม่เคยกระทำความผิด” มักถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในการ “บรรเทาโทษ” ให้แก่ผู้ต้องหาอยู่เสมอ ทำให้มีคำถามน่าคิดว่า “คนไม่เคยทำผิด แต่ทำผิดครั้งเดียวทำความเสียหายใหญ่หลวง หรือทำให้เป็นอันตรายต่อสังคมและคนส่วนใหญ่” สมควรได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษด้วยหรือไม่ หรือจะตัดสินกันโดยดูที่ความหนักเบาพฤติการณ์ในการก่อกรรมทำเข็ญของแต่ละบุคคลเป็นมาตรฐานสำคัญ
ปัญหาใน อสมท และองค์กรสื่อของรัฐหรือในกำกับดูแลของรัฐ เป็นที่รับรู้กันมาช้านานมากว่า เป็น “ขุมทรัพย์” และ “กองผลประโยชน์ก้อนมหึมา” ที่ค่าเช่าเวลา (air time) และการเอื้อประโยชน์ระหว่างบุคคลภายในกับผู้จัดรายการหรือเจ้าของรายการ เป็นสิ่งซึ่งทำให้องค์กรของรัฐเหล่านี้เป็นองค์กรที่ยากต่อการฟูมฟักให้เป็นสมบัติสาธารณะดังความมุ่งหมายของคนส่วนใหญ่ วันนี้เราถึงขนาดมีรัฐธรรมนูญกำหนดบทบาทหน้าที่และป้องกันการคุกคาม “สื่อและบุคลากรผู้ทำหน้าที่ในแขนงวิชาชีพนี้” ก็ยังปรากฏให้เห็นเป็นข่าวหลายเรื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ “สถาบันสื่อ” อยู่เนืองๆ
เหตการณ์ซึ่งเกิดขึ้นกับ คุณสรยุทธ และบริษัทไร่ส้ม รวมถึงบุคคลทั้งหมดซึ่งกำลังจะถูกดำเนินคดี “ถูกผิดอย่างไร” กระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ชี้ขาด และไม่อาจก้าวล่วงไปถึงคำพิพากษาของศาลได้ แต่สิ่งสำคัญ และน่าจะใช้โอกาสนี้ “ตีเหล็กเมื่อร้อน” คือ สื่อต้อง “ตรวจสอบตัวเอง” ไม่มีการปกป้อง หรือ อยู่กันในสภาพพวกข้าไม่ว่า ถ้าไม่ใช่พวก ส่งเสียงโห่ฮา เชื่อว่าในส่วนของ ช่อง 3 อสมท ซึ่งเป็นต้นสังกัดของคุณสรยุทธ อาจกำลังพิจารณาใคร่ครวญถึงเงื่อนไขสัญญาและความถูกต้องเหมาะสมในการดำเนินการในทางที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อเป็นแบบอย่าง โดยเอาเรื่องของธุรกิจเป็นเรื่องรอง แต่เราต้องช่วยกันสร้างและปลูกฝังความคิดทัศนคติต่อพฤติกรรมบางอย่างให้เป็นอุทาหรณ์แก่สังคม รวมทั้งเป็นการสร้างมิติใหม่ในความรับผิดชอบต่อสังคม หลังจากที่พวกเราชาวสื่อมักเรียกร้องให้นักการเมือง หรือ ใครต่อใครลาออก หรือ ถอยออกไปก่อน เมื่อมีคดีความหนักๆ วันนี้ “สื่อ” ควรใช้โอกาสนี้ทำให้เป็นตัวอย่าง เอาให้นักการเมือง และคนที่เราเคยตำหนิติเตียนให้เขาได้อายกันบ้าง



