
'ธาริต'โอดขวัญเสีย!ถูกรุมเกลียดชัง
'ธาริต' โอดขวัญเสีย หลังถูกรุมเกลียดชัง ประณามเปลี่ยนสี แจงคดีความรุนแรงปี 53 ผิดด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ดีเอสไอดำเนินคดีครบถ้วน เปิดรายงานจนท.ยิงปชช. 11 ศพเตือนความจำ 'อภิสิทธิ์'
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 55 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวตอบโต้กรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ระบุ ดีเอสไอจะแจ้งข้อหาความผิดฐานก่อให้บุคคลอื่นฆ่าคนตายโดยเจตนา ว่า ตนรู้สึกขวัญเสียกับเรื่องดังกล่าวมาก ขณะนี้กลายเป็นดีเอสไอถูกเกลียดชังจากทุกฝ่าย ทั้งที่ดีเอสไอเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างรุนแรง เมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ได้ถูกยกระดับให้เป็นคดีพิเศษ โดยดีเอสไอมีหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคนและทุกฝ่าย พร้อมขอทบทวนความทรงจำ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ว่า เหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะดีเอสไอหรอกหรือ ที่มีส่วนทำให้เหตุการณ์ยุติลงได้ด้วยการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับผู้กระทำผิด โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดคอร์ของ นปช. ดีเอสไอ ดำเนินคดีฐานก่อการร้าย ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ ฐานกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการทหาร มีผู้ต้องหากว่า 100 คน ถูกจับกุมถูกดำเนินคดี บางส่วนอัยการสั่งฟ้องและศาลรับฟ้องคดีไว้ สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาจากศาล ไม่เกี่ยวกับดีเอสไอเพราะพ้นความรับผิดชอบไปแล้ว
นายธาริต กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งอาจเกิดจากต้นเหตุความผิดของทั้งฝ่าย นปช.และฝ่ายรัฐ ในขณะนั้นดีเอสไอก็ทำคดีโดยเสมอภาค แต่คดีฝ่ายรัฐจำเป็นต้องมีขั้นตอนที่เนิ่นนานกว่า ดีเอสไอไม่ได้มุ่งเล่นงานแต่พวกฮาร์ดคอร์ของ นปช. ในวันนี้ตนจำเป็นต้องนำความลับบางอย่างมาเปิดเผย คือ ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ตนเคยรายงานว่าเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ 11 ศพ จะต้องส่งศาลไต่สวน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็เห็นด้วยและสั่งให้ตนไปชี้แจงกับฝ่ายทหาร จากนั้นการสอบสวนก็พบมีจำนวนผู้ที่อาจเสียชีวิตเพราะเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 36 ศพ และล่าสุดศาลได้มีคำสั่งเป็นศพแรกว่า การเสียชีวิตของนายพัน คำกอง เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติการตามคำสั่ง ศอฉ.ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติ และดีเอสไอต้องดำเนินคดีตามข้อกฎหมายต่อไป โดยเบื้องต้นก็ต้องมุ่งไปที่ผู้รับผิดชอบออกคำสั่ง ศอฉ. ซึ่งถือเป็นกระบวนการยุติธรรมแบบเสมอภาค นอกจากนี้ในรายงานของคอป.ก็ระบุว่าคำสั่งศอฉ.มีส่วนผิดพลาด ตนเข้าใจว่าไม่มีใครอยากฆ่าใคร เมื่อฮาร์ดคอร์ของ นปช.ทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี ขณะที่ผู้รับผิดชอบฝ่ายรัฐในขณะนั้นก็ต้องมีความรับผิดชอบเช่นกัน
นายธาริต กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีกลุ่มนปช.ถูกดำเนินคดีจำนวน 213 คดี แบ่งเป็นคดีก่อการร้ายและวินาศกรรม 64 คดี วางเพลิงเผาทรัพย์ 62 คดี ที่เหลือเป็นคดีอื่นๆ มีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในส่วนของนปช.แล้ว 259 คน ส่วนผู้บริหารที่เป็นผู้ออกคำสั่งก็กำลังจะมีเป็นคดีแรกหลังศาลมีคำวินิจฉัยการเสียชีวิตของนายพัน ขณะนี้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดทุกฝ่ายจึงพุ่งความเกลียดชังมาที่ตน พร้อมกันนี้ขอให้พิจารณารายละเอียดในรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งตนได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนนำมาประกอบการพิจารณาในสำนวนคดี เนื่องจากในรายงานระบุชัดเจนว่าในส่วนศอฉ.เองก็มีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ได้ติดตามประเมินสถานการณ์ รอรับเพียงรายงานผล นอกจากนี้คอป. ยังเห็นว่าผู้ที่กระทำความผิดทางอาญาต้องได้รับโทษที่เหมาะสม ตนไม่รู้ว่าจะเอายังไงกัน จะให้ฮาร์ดคอนปช.ผิดฝ่ายเดียวหรือให้ผู้บริหารศอฉ.ผิดฝ่ายเดียว ทั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างคนต่างผิดทั้งคู่ หากกองเชียร์จะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทั้งหมดคงไม่ได้ บ้านเมืองไม่ใช่อย่างนี้
"ผมไม่สบายใจมาก ตอนนี้ผมเดินไปไหนก็ถูกเกลียดชังไปหมดทั้งจากฝ่ายเสื้อแดงและฝ่ายสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขั้นที่ญาติและเพื่อนสนิทเริ่มโทรศัพท์มาสอบถามว่าธาริตกำลังทำอะไรอยู่ ผมยืนยันว่าธาริตไม่ได้เปลี่ยนสี ยังเป็นสีเดิมคือสีของข้าราชการ ผมคงไม่เสียสติไปทำอะไรให้ใครเพื่อให้ติดคุก หากย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น มันคงไม่สามารถโกหกกันได้ อีกทั้งระเบียบของหน่วยงานดีเอสไอที่มีความพิเศษกว่าหน่วยงานอื่นคือ หากทำผิดกฎหมายต้องได้รับโทษมากกว่าปกติถึง 3 เท่า นอกจากนี้คดีพิเศษจะต้องร่วมพิจารณา 3 ฝ่าย คือ ดีเอสไอ อัยการ และตำรวจ ตรงนี้พูดมาหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ด่าอยู่ธาริตคนเดียว"



