
โพลล์ชี้ยุค'ปู-มาร์ค'ปัญหายาเสพติดไม่ต่างกัน
โพลล์ชี้แกนนำชุมชน ระบุสถานการณ์ยาเสพติดระหว่าง รบ.ปู - รบ.มาร์ค ไม่แตกต่างกัน ชี้ทุกพื้่นที่มีปัญหา โดยเฉพาะภาคใต้ ด้าน'กรุงเทพโพลล์'เผย เยาวชนยังไม่ตื่นตัว มีความรู้เกี่ยวกับอาเซียนแค่ระดับกลาง
20 ก.ย.55 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน เอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความรุนแรงของปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดและความกังวลต่ออาชญากรรมข้ามชาติในระดับชุมชน กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,360 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 - 19 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา โดยสุ่มตัวอย่างแกนนำชุมชนจากระบบฐานข้อมูลทั่วประเทศ ความคลาดเคลื่อนร้อยละ 3
เมื่อถามแกนนำชุมชนโดยภาพรวมต่อสถานการณ์ปัญหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดในชุมชนล่าสุด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.7 ของแกนนำชุมชนระบุมีปัญหา ในขณะที่ร้อยละ 26.3 ระบุไม่มีปัญหา ในกลุ่มที่ระบุว่ามีปัญหาพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.0 ระบุว่ารุนแรง ในขณะที่ร้อยละ 42.0 ระบุว่าไม่รุนแรง
ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อจำแนกออกเป็นรายพื้นที่ พบว่า ส่วนใหญ่ของกลุ่มแกนนำชุมชนในทุกพื้นที่ระบุมีปัญหายาเสพติด ด้านผู้เสพผู้ติดยาเสพติดอยู่ในระดับรุนแรง โดยภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีปัญหายาเสพติดในระดับชุมชนมากที่สุดคือร้อยละ 84.4 รองลงมาคือ ภาคกลาง ร้อยละ 79.2 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลร้อยละ 76.7 ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 66.8 และภาคเหนือร้อยละ 65.1นอกจากนี้ ร้อยละ 47.9 ของแกนนำชุมชนที่ผู้ศึกษาระบุยังคงมีปัญหาผู้ขาย ผู้ค้ายาเสพติดในชุมชนอีกด้วย และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.8 ระบุสถานการณ์ปัญหายาเสพติดระหว่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่แตกต่างกัน
เมื่อสอบถามถึงความกังวลต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.9 กังวล เพราะเจ้าหน้าที่รัฐรับสินบน ทุจริต คอรัปชั่น ปล่อยชาวต่างชาติเข้าออกได้ง่ายเกินไป ไม่มีข้อมูลตัวบุคคลเมื่อก่อเหตุตามตัวไม่ได้ รัฐบาลไม่ใส่ใจปัญหาชาวต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย รัฐบาลกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจมากเกินไป และเจ้าหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์จากขบวนการค้ามนุษย์ เป็นต้น นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.9 ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการรับมือป้องกันแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย
ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า มีประเด็นที่น่าพิจารณาอย่างน้อยสามประการคือ 1) การรับสินบน ทุจริต คอรัปชั่นในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ 2) การกลับมาของปัญหายาเสพติด และ 3) การขยายตัวของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีแนวคิดวิเคราะห์และทางออกดังนี้
ประการแรก การรับสินบน ทุจริต คอรัปชั่นในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเพราะรัฐบาลเกือบทุกรัฐบาลไม่สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐและไม่คุ้มครองชาวบ้านที่ออกมาเปิดเผยขบวนการทุจริตคอรัปชั่น เพราะเกรงว่าจะทุบหม้อข้าวของฐานการเมืองตนเอง ดังนั้นหน่วยงานของรัฐด้านการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นต้องมียุทธศาสตร์ออกมาช่วยเหลือปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกันเองมากกว่าการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการออก แถลงการณ์ตอบโต้ผลวิจัยที่พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วยตามที่เป็นข่าวอย่างแพร่หลายนั้น นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ในสังคมต้องทำอะไรที่มากกว่า “คำสอน” เพราะอาจจะยังไม่มีพลังมากพอทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐที่จะเก็บกวาดบ้านของตนเองและจัดระเบียบสังคมให้ใสสะอาดได้
ประการที่สอง สถานการณ์ปัญหายาเสพติดต้องการคณะบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญทุกมิติมากกว่าการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวและผลวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศพบว่า การปราบด้วยการทำสงครามยาเสพติดอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแต่การป้องกันและการบำบัดฟื้นฟูจะมีประสิทธิภาพและคุ้มค่างบประมาณที่ลงทุนไปมากกว่าการปราบปราม เพราะขบวนการค้ายาเสพติดจะมีวิธีเอาตัวรอดมีตัวตายตัวแทนและไม่สามารถสืบจับไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังแท้จริงได้ เช่น ล่าสุดมีข้อมูลวิจัยพบว่าขบวนการค้ายาเสพติดยอมให้มีการจับกุมล็อตใหญ่โดยผู้ใหญ่ก็มีผลงานโดดเด่นไปตามๆ กัน แต่ล็อตใหญ่กว่านั้นสามารถหลุดรอดได้ในวันแถลงข่าวจับกุมนั้นเอง
ประการที่สาม สถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติน่าเป็นห่วงเพราะบางพื้นที่บางซอยเป็นของชาวต่างชาติไปแล้ว ทางออกที่น่าพิจารณาคือ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจำเป็นต้องกล้าหาญตัดสินใจด้วยตนเองนำคณะบุคคลผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมมาเป็นรัฐมนตรีสามารถสั่งการให้หน่วยงานรัฐทำงานร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพแท้จริงไม่ใช่เพียงภาพที่ปรากฏหน้าจอทีวีเพียงอย่างเดียวเพราะอย่าลืมว่าประชาชนจำนวนมากไม่ใช่ “กล่องรับสัญญาณ” เพียงอย่างเดียวแต่มีศักยภาพที่จะตอบโต้กับข้อมูลต่างๆ ที่ส่งมาให้ผ่านสื่อต่างๆ ดังนั้น โอกาสของการปรับคณะรัฐมนตรีกำลังเป็นโอกาสของการแสดงให้เห็นพัฒนาการของความเป็นผู้นำในฐานะนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
กรุงเทพโพลล์ เผย เยาวชนยังไม่ตื่นตัว มีความรู้เกี่ยวกับอาเซียนแค่ระดับกลาง
เนื่องในวันที่ 20 กันยายน เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ(กรุงเทพโพลล์) ได้สำรวจความคิดเห็นเยาวชนอายุ 15-24 ปี ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,166 คน เรื่อง “การตื่นตัวของเยาวชนในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2558” พบว่า เยาวชนร้อยละ 66.0 ระบุว่า ตัวเองยังมีความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนไม่เพียงพอ สำหรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ขณะที่ร้อยละ 14.2 ระบุว่ามีความรู้เพียงพอแล้ว
ทั้งนี้ เมื่อให้ประเมินศักยภาพของประเทศไทยในเวลานี้ว่าอยู่ในระดับใดของประเทศในกลุ่มอาเซียน เยาวชนร้อยละ 67.2 ระบุว่าอยู่ในระดับกลางๆ ขณะที่ร้อยละ 18.8 ระบุว่า อยู่ในระดับท้ายๆ และมีเพียงร้อยละ 14.6 ที่ระบุว่าอยู่ในระดับต้นๆ สำหรับประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เยาวชนเห็นว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและน่าจับตามองที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ ประเทศสิงคโปร์ (ร้อยละ38.5) ประเทศเวียดนาม (ร้อยละ 21.9) และประเทศมาเลเซีย (ร้อยละ11.3) ตามลำดับ
ส่วนความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและเยาวชนคนไทยคนอื่นๆ ว่าจะสามารถแข่งขันหรือสู้กับเยาชนของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนได้หรือไม่พบว่า เยาวชนร้อยละ 49.0 ระบุว่า เชื่อมั่นว่าสู้ได้ ขณะที่ร้อยละ 13.6 เชื่อว่าสู้ไม่ได้แน่นอน และร้อยละ 37.4 ระบุว่าไม่แน่ใจว่าจะสู้ได้
เมื่อถามว่า สถาบันการศึกษามีการส่งเสริมหรือให้ความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรบ้าง ร้อยละ 30.8 บอกว่า มีการสอดแทรกเรื่องราว AEC ในการเรียนการสอน ร้อยละ 26.1 บอกว่ามีการเพิ่มและเน้นการเรียนวิชาภาษาอังกฤษมากขึ้น และร้อยละ 22.9 บอกว่ามีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ AEC เช่น จัดนิทรรศการ แข่งขันตอบปัญหา ฯลฯ
ทั้งนี้ เยาวชนร้อยละ 74.8 เชื่อว่าการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะได้ผลดีมากกว่าผลเสีย ขณะที่ร้อยละ 25.2 เชื่อว่าจะได้รับผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนเรื่องที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคือ ความขัดแย้งทางการเมือง (ร้อยละ 29.6) รองลงมาคือ การขาดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย (ร้อยละ 26.7) และการทุจริตคอร์รัปชั่น (ร้อยละ 18.8)
สำหรับเรื่องที่เยาวชนอยากให้ภาครัฐสนับสนุน/ส่งเสริมมากที่สุดเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การสอนและติวภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการสื่อสาร (ร้อยละ 58.7) รองลงมาคือ ปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีคุณภาพและให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชน (ร้อยละ 18.1) และให้ความรู้และการเตรียมตัวเรื่องการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ร้อยละ 12.2)



