
น้ำท่วมซ้ำซากสูญเสียโอกาส
น้ำท่วมซ้ำซากสูญเสียโอกาส : บทบรรณาธิการประจำวันที่20กันยายนพ.ศ.2555
ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักเกือบทุกภาค โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลางดูจะหนักกว่าภาคอื่นๆ ต้องเผชิญน้ำท่วมแบบฉับพลัน เช่นที่ จ.สุโขทัยโดนน้ำหลากเข้าท่วมถึงสองรอบ ส่งผลให้เศรษฐกิจกลางตัวเมืองเสียหายนับเป็นมูลค่าก็สูงอยู่ หรือกรณีพิษณุโลก และจังหวัดที่ไล่เรียงลงมาที่อยุธยาก็เกิดน้ำท่วมในเขตพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้แต่ จ.สระแก้ว ที่มีน้ำท่วมในอรัญประเทศ ที่ตลาดโรงเกลือมีระดับน้ำสูงถึง 1.5 เมตร จนการค้าขายที่นั่นโกลาหล สิ่งที่ปรากฏให้เห็นสะท้อนว่าการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐยังไม่สามารถรับมือกับภัยทางธรรมชาติได้ อาจจะด้วยหลายปัจจัยที่เป็นส่วนประกอบ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม การตัดไม้ทำลายป่า พื้นที่ต้นน้ำในการอุ้มชะลอน้ำฝนหดหายไปมาก หรือกระทั่งสภาวะโลกร้อน ที่มีส่วนให้เกิดอุทกภัยจนคนไทยทุกวันนี้แทบจะเกิดจิตหลอนยามเห็นฝนตั้งเค้ามา
ขณะที่กรุงเทพมหานครก็ต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมเช่นกัน จากมรสุมที่ฝนตกลงมาต่อเนื่องติดต่อหลายวัน ภายในเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียวมีน้ำท่วมขังถึง 4 หนในพื้นที่และเส้นทางสายหลักในเมืองหลวง ชาวกรุงเทพฯ ต้องเผชิญวิบากกรรมรถติดทั่วกรุงอย่างสาหัสสากรรจ์ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร รายงานภาวะฝนตกทั่วพื้นที่ช่วงบ่ายวันที่ 18 กันยายน พบว่ามีปริมาณฝนมากที่สุดที่ย่านถนนเทเวศร์ เขตดุสิต 107 มิลลิเมตร รองลงมาเขตดินแดง ปริมาณฝน 106 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่วมขังรวม 29 จุด อาทิ ถนนศรีอยุธยา ถนนราชเทวี ถนนดินแดง ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพระราม 6 ฯลฯ ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 10-15 เซนติเมตร และบางจุดสูงถึงขนาดรถเล็กไม่สามารถแล่นผ่านได้ ภาพน้ำท่วมที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าได้ถูกแชร์กันบนโลกออนไลน์ เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่พบเห็นได้บ่อย
ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นครั้งนี้แตกต่างจากเมื่อปีที่แล้ว เพราะปีนี้มาจากมรสุมและฝน ส่วนปีที่แล้วมาจากน้ำค้างทุ่งที่มีปริมาณมหาศาล แม้ภาครัฐจะพยายามบอกว่าน้ำที่ท่วมขังจะอยู่ไม่นานแค่เพียง 3-4 วันก็จะสามารถระบายได้ แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว โดยที่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายรับเคราะห์ เฉกเช่นปัญหาฝนตกน้ำท่วมขังในเมืองหลวงที่ทาง กทม.ชอบพูดอยู่เสมอว่าระบายน้ำขังภายใน 2-3 ชั่วโมง แต่ความทุกข์ความเสียหายก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน สิ่งที่ กทม.พยายามชี้แจงว่าระบบระบายน้ำที่ถูกออกแบบไว้แต่ดั้งเดิมรวมทั้งอุโมงค์ยักษ์ระบายได้ 60 มิลลิเมตร แต่ปริมาณฝนมีมากถึงวันละกว่า 100 มิลลิเมตร ถ้าจะไม่ให้ท่วมขังต้องรื้อระบบระบายน้ำใหม่ ซึ่งเป็นการตอบแบบไม่สร้างสรรค์ รวมทั้งระหว่างรัฐบาลและ กทม.มักจะเกิดการโทษกันไปมา จนทำให้ชาวบ้านเอือมระอา แทนที่จะร่วมมือกันหาแนวทางแก้ปัญหา
การเกิดน้ำท่วมแบบซ้ำซาก อีกทั้งแผลเก่ามหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลทุ่มงบลงไป 1.2 แสนล้าน ยังไม่นับรวมอีก 3.5 แสนล้านที่เตรียมไว้สำหรับการจัดระบบระยะสั้น ปานกลางและยั่งยืน ซึ่งยังไม่รู้แน่ว่าจะแก้ได้จริงเพียงใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและปรากฏให้เห็นย่อมมีผลกระทบต่อประเทศ ทั้งการสูญเสียด้านเศรษฐกิจ โอกาสในการลงทุน การท่องเที่ยว โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ดำเนินกิจการอยู่ในไทยอาจย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น ซึ่งก็มีเกิดขึ้นแล้วในบางกลุ่ม ส่วนที่กำลังตัดสินใจเข้ามาลงทุนก็อาจเปลี่ยนใจไม่มาไทย ดังนั้นฝ่ายบริหารประเทศ ตลอดจนท้องถิ่น และส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องตระหนักถึงความเสียหายของประเทศและความทุกข์ยากของประชาชน ต้องเลิกเล่นการเมืองใส่กัน แทนที่จะแก้น้ำท่วมกลายเป็นศึกน้ำลายที่ไม่ก่อประโยชน์อันใด จึงต้องร่วมมือร่วมใจให้ประเทศผ่านพ้นอุปสรรคไปให้ได้



