
'ดร.โกร่ง'ชงสร้าง'แก่งเสือเต้น'แก้น้ำท่วม
'ดร.โกร่ง' ชงสร้าง 'แก่งเสือเต้น' แก้ปัญหาน้ำท่วมสุโขทัย อ้างเหตุน้ำยมเป็นพื้นที่ฟันหลอไร้เขื่อน พร้อมแจง กยอ. ดูแลเงินแค่หมื่นล้าน
19 ก.ย.55 คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ(กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย เป็นประธานกมธ. ได้เชิญนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) มาชี้แจงถึงการใช้เงินงบประมาณกว่า 3.5 แสนล้านบาท ในโครงการเงินกู้บริหารจัดการน้ำและป้องกันอุทกภัย ตามพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 โดยนายวีรพงษ์ ชี้แจงว่า การสร้างอนาคตของประเทศเป็นเรื่องระยะยาว ตามแผนที่คิดไว้จะใช้เงินถึง 2.27 ล้านล้านบาท ภายในระยะยเวลา 6-7 ปีข้างหน้า
ส่วนพรก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท สืบเนื่องจากท่วมปีที่แล้ว ใน 3.5 แสนล้านบาท เป็นอำนาจ ความรับผิดชอบของกยน.จำนวน 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งมีนายกฯ เป็นประธาน จำนวนนี้กยน.ได้ทำโครงการต่างๆไปแล้วและกำลังดำเนินการโดยแผนแม่บทเสร็จแล้ว และแผนปฎิบัติการออกทีโออาร์ไปแล้ว เรียกให้ประเทศต่างๆมีความสนใจเข้ามาเสนอ ส่วนกยอ.กันไว้หมื่นล้านบาท ดูแลเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง เจตนากันเอาไว้เผื่อมีอะไรตกหล่น ซึ่งขณะนี้พิจารณาอยู่ 3 โครงการ ผ่านความเห็นชอบกยอ.แล้ว กำลังเสนอข้อมูลใช้ประกอบการพิจารณาของครม.
นายวีรพงษ์ กล่าวต่อว่า ใน 3.4 แสนล้านบาท จะมี 2.7 หมื่นล้านบาท ที่จะต้องทำเสร็จภายในเดือนกันยายน เพื่อป้องกันชั่วคราว มีเวลาทำงานไม่ถึง 12 เดือน เช่น การขุดลอกคูคลอง เสริมคันประตูน้ำเก่า ปรับปรุงเพื่อฝนปีนี้ไปก่อน ที่เหลือเป็นโครงการระยะยาวที่จะดูแลการจัดการบริหารน้ำ โดยแนวความคิดการใช้เงิน 3 แสนกว่าล้าน จะไม่ใช่ป้องกันน้ำท่วมเท่านั้น จะเป็นแผนการจัดการน้ำให้ได้ประโยนช์สูงสุดแก่ประชาชน
ทั้งนี้โครงการแรกคือ 1.การจัดการบริหารน้ำ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะมีเนื้อที่ 1 ใน 3 ของประเทศ ครอบคลุมด้วยลำน้ำใหญ่ ปิง วัง ยม น่าน ครอบคลุมเหนือเกือบทั้งหมด แบ่งพื้นที่ 3 ตอนด้วยกัน คือ ตอนบนเหนือปากน้ำโพ เราจะเรียกว่าพื้นที่ต้นน้ำ จากปากน้ำโพลงมาถึง เขื่อนเจ้าพระยา เรียกว่าพื้นที่กลางน้ำ พื้นที่ใต้เขื่อนเจ้าพระยาออกทะเล เรียกว่าพื้นที่ปลายน้ำ
นอกจากนี้ยุทธศาสตร์การลงทุนเป็นจำนวน 3 แสนกว่าล้าน จะยึดแนวพระราชดำริเป็นสำคัญ ที่ต้นน้ำ ปิง วัง ยม น่าน จะชะลอทำให้น้ำลงมาช้าที่สุด ประกอบด้วยเขื่อน ปิง วัง น่าน เหลือฟันหลอ คือแม่น้ำยม เพราะฉะนั้น จ.สุโขทัย ที่ท่วมอยู่ทุกวัน ถ้ามีแก่งเสือเต้นจะบรรเทาเบาบางลงไป ตนในฐานะประธาน กยอ. จะพยายามผลักดันให้มีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นให้ได้
2.โครงการชะลอน้ำสำคัญ คือ โครงการปลูกป่า ถ้ามีป่าน้ำจะชะลอมาก มีงบจัดสรรเพื่อการนี้ ส่วนการทำแก้มลิงด้านเหนือปากโพขึ้นไปเพื่อชะลอน้ำนั้น นอกจากชะลอแล้วยังได้ใช้ในตอนหน้าแล้งด้วย ขนาดนี้ได้สำรวจมีถึง 2-3 พันแหล่ง ที่จะทำแก้มลิงได้ ห้วย หนอง ต่างๆ ที่เราปล่อยให้ตื้น ถ้ามีงบไปขุดลอกให้ลึกก็จะใช้ได้ทั้ง 2 ทาง ทั้งชะลอและเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ได้ประโยชน์ โครงการใหญ่ๆทางเหนือ คือทำให้น้ำเดินทางให้ช้า
ส่วนพื้นที่กลางน้ำจะต้องให้เดินอย่างเป็นระเบียบ จะแห้งเลยก็ไม่ได้ เพราะราษฎร 2 ฝั่ง ปลูกข้าว จะทำอย่างไรให้น้ำเดินทางได้อย่างเป็นระเบียบ มาแล้วไม่ค้าง พื้นที่ปลายน้ำจะจ่ายน้ำ ไปตามคลองไส้ไก่ จ.อ่างทอง จ.สิงห์บุรี จ.สุพรรณบุรี จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งมีโครงสร้างเก่าอยู่แล้ว แต่ประตูน้ำเหล่านี้สร้างมาตั้งแต่ ร.5 ใช้คนเฝ้า แต่ทั่วโลกใช้คอมพิวเตอร์กันหมดแล้ว อันนี้ต้องทำใหม่ให้ทันสมัย มีหอบังคับการณ์หอเดียว มอนิเตอร์ดูแล ติดกล้อง และจะต้องมีข้อมูลข่าวสารที่สมบูรณ์ครบถ้วน แต่ต้องใช้งบฯค่อนข้างมาก
นางวีรพงษ์ กล่าวว่า แนวคิดแบ่งน้ำออกเป็น 3 ส่วน ถ้าเป็นไปได้ ก็เบาลงไป 3 เท่า คือ 1.เป็นทางตะวันตกออกทางฝั่งธนฯ ผ่าน จ.สุพรรณฯ จ.นครปฐม ลงแม่น้ำท่าจีน เราปล่อยมานานไม่ได้ขุดลอก ต้องใช้งบฯเยอะในการลอก เพราะคูคลองไม่เป็นระเบียบ 2.ขอผ่านกรุงเทพฯอย่างมีระเบียบ ต้องขอความกรุณาผู้ว่าฯกทม.ผ่านอย่างเป็นระบบ ผ่านคลองรังสิต คลองบางซื่อ คลองลาดพร้าว และปรับปรุงประตูน้ำ ซึ่งประตูน้ำแต่ละจะใช้งบประมาณ 500 ล้านบาทต่อประตูน้ำ 3.ทางตะวันออกภูมิประเทศสูงกว่า ต้องออกทางคลองหกวา คลองสามวา เอาออกคลองประเวศ คลองพระโขนง คลองด่าน ซึ่งต้องใช้เครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์ ทางกทม.สูบแล้วผ่านอุโมงค์ยักษ์ที่ลงทุนและไม่มีน้ำผ่าน และสูบไปลงทะเล ทั้งหมดจะใช้เงินงบประมาณ แต่ตัวเลยยังไม่รู้ชัด จึงกันไว้ 3.4 แสนล้านบาท ลบด้วย 2.7 หมื่นล้าน จะใช้เวลา 6 ปี ในการจัดการบริหารน้ำ
อย่างไรก็ตามขั้นสำคัญจะไม่ใช้วิธีเก่าในการจัดซื้อจัดจ้างจะใช้วิธีการต่างชาติมาเสนอ ตั้งแต่แนวคววามคิดและเทคโนโลยีด้วย ว่าจะต้องใช้วงเงินเท่าไหร่ จากนั้นตั้งคณะกรรมการพิจารณา ที่สำคัญจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เนเธอร์แลน อิตาลี 5 ประเทศ กำลังเข้ามาแข่งขัน ซึ่งน่าจะรู้ประมาณไตรมาศแรกของปีหน้า เมื่อได้รับคัดเลือกจะลงรายละเอียดในอีก 6 เดือนข้างหน้า



