ข่าว

 ผลตอบแทนดี...ไม่มีหวาดเสียว (เกินไป)

ผลตอบแทนดี...ไม่มีหวาดเสียว (เกินไป)

24 พ.ค. 2552

 แม้ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แบงก์ชาติจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ซึ่งเป็นดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.25% แต่ไม่ได้หมายความว่า วงจรดอกเบี้ย “ขาลง” จะสิ้นสุดลง

 ดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ยอมรับว่า ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้แบงก์ชาติตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม เนื่องจากต้องการลดผลกระทบให้แก่ผู้ฝากเงินที่ได้รับความเดือดร้อนจากดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง
 เพราะนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 กนง.ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปแล้วถึง 2.50% มีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ลดลงไปแล้ว 1.96% คิดเป็นลดลงถึง 70% ของดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลดลง 1.19% คิดเป็นเพียงแค่ 50% ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง

 นั่นทำให้รายได้ดอกเบี้ยของผู้ฝากเงินทั้งระบบหายไป 7.6 หมื่นล้านบาท !!!
 ผู้บริหารแบงก์ชาติ แยกแยะให้เห็นว่า เงินฝากออมทรัพย์ซึ่งมีเงินต่อบัญชีเฉลี่ย 4.6 หมื่นบาทต่อบัญชี จะสูญเสียรายได้เฉลี่ย 115 บาทต่อบัญชีต่อปี ขณะที่เงินฝากประจำ 3 เดือน และ 12 เดือน ซึ่งมีเงินฝากในบัญชีเฉลี่ย 4-7 แสนบาทต่อบัญชี จะสูญเสียรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 6,000 บาทต่อบัญชีต่อปี หรือประมาณ 500 บาทต่อเดือน ส่วนเงินฝากประจำ 6 เดือน มีเงินฝากเฉลี่ย 6 แสนบาทต่อบัญชี จะสูญเสียดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.1 หมื่นบาทต่อบัญชีต่อปี หรือเดือนละ 1,000 บาท

 ทั้งหมดนี้ส่งผลบั่นทอนกำลังซื้อ และเป็นผลกระทบทางด้าน “รายได้” ที่แบงก์ชาติบอกว่า ต้องคำนึงถึง

 ท่ามกลางการปรับตัวลดลงของอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะฝั่งเงินฝากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้มีเงินออมจำนวนไม่น้อยต่างแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ๆ เพื่อประคับประคองผลตอบแทน ซึ่งปรากฏการณ์ “หุ้นกู้ฟีเวอร์” ในช่วงก่อนหน้านี้ คงเป็นตัวสะท้อนได้ดี อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีงานวิจัยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่จัดทำโดย “สุมิตรา ตั้งสมวรพงษ์” ออกมานำเสนออีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุน นั่นคือ การเลือกลงทุนใน “หลักทรัพย์คุณค่า” หรือ “แวลู สต็อก” ที่มีบทพิสูจน์ทางทฤษฎียืนยันว่า สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ได้ในระยะยาว
 บทวิจัยของ “สุมิตรา” ชี้ชัดว่า แม้ว่าในปี 2551 เศรษฐกิจจะเป็นขาลง แต่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีผลกำไรสุทธิรวมกว่ากัน 3 แสนล้านบาท และมีการจ่ายปันผลรวมกว่า 2 แสนล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงถึง 8.87% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนถัวเฉลี่ยของ 5 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1%

 และจากข้อมูลการจ่ายเงินปันผลในช่วงไตรมาส 1 ปี 2552 พบว่า จาก 245 หุ้นที่ประกาศจ่ายปันผล มีถึง 158 หุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 6.825% หรือมากกว่า 7 เท่าของเงินฝากประจำ 12 เดือน นอกจากนี้ ยังพบว่า หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนต่อเงินปันผลสูงสุด 50 อันดับแรก ยังมีอัตราตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 16.54%

 ดังนั้น การลงทุนในหุ้นปันผลเป็นอีกทางเลือกของนักลงทุนและผู้มีเงินออมในการลงทุนที่เน้นการลงทุนในระยะยาวโดยได้รับเงินปันผลเป็นเงินตอบแทน

 ส่วนแนวโน้มความน่าสนใจของ “แวลู สต็อก” ในปี 2552 นั้น “สุมิตรา” บอกว่า สามารถพิจารณาได้ใน 2 ประเด็น ประเด็นแรกเป็นเรื่องของ “ราคาตลาดปัจจุบัน” ว่าน่าเข้าไปลงทุนหรือไม่ และหากลงทุนระยะยาวแล้ว มีโอกาสจะทำกำไรจากราคามากน้อยแค่ไหน ส่วนประเด็นที่สอง คือ หุ้นนั้นๆ จ่ายปันผลได้ดีแค่ไหน

 บทวิเคราะห์ของ “สุมิตรา” ซึ่งเก็บข้อมูลจนถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บอกว่า หากพิจารณาจากดัชนีราคาหุ้นปี 2551 ที่ปรับตัวลดลงจากปี 2550 ถึง 48% ประกอบกับข้อมูลการปรับตัวสูงของอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้นในช่วงสิ้นปี 2551 จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2552 ที่ขยับจาก 7.26 เท่า เป็น 11.1 เท่า สะท้อนให้เห็นทิศทางขาขึ้นของตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้ามาถือเพื่อลงทุนระยะยาว

 ส่วนประเด็นที่ 2 ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลนี้ เมื่อพิจารณาจากความสามารถในการทำกำไร พบว่า จากข้อมูลของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ซึ่งสำนักวิจัยต่างๆ ได้ประมาณการผลกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2552 เปิดเผยว่า ประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ปี 2552 จำนวน 161 บริษัท จะมีมูลค่าสูงถึง 354,417 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17% จากปี 2551 และคาดว่าผลการขาดทุนอย่างมากในไตรมาส 4 ของปี 2551 ที่มีสาเหตุมาจากการปรับลดลงของราคาสินค้าประเภทพลังงาน ไม่ควรเกิดขึ้นอีก ดังนั้น จึงคาดการณ์ว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จ่ายน่าจะเพิ่มสูงขึ้นตามประมาณการผลประกอบการ

 “สุมิตรา” สรุปในตอนท้ายว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้นักลงทุนได้ โดยพิจารณาเลือกลงทุนในหลักทรัพย์คุณค่า มีประวัติการจ่ายปันผลดี ฐานะการเงินมั่นคง และเน้นการลงทุนระยะยาว รับเงินปันผลเป็นรายปี และมีกำไรส่วนต่างราคาในระยะยาว ซึ่งก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจของนักลงทุนและผู้มีเงินออม

 ประมาณว่า เลือกลงทุนในหุ้นที่ดีก็ได้ แบบไม่ต้องขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา...หวิวพอประมาณ แต่ไม่ถึงกับหวาดเสียวจนเกินไป

 ขวัญชนก วุฒิกุล
 [email protected]