ข่าว

นิวดีลกับสตง.:การเริ่มต้นปฏิรูปประเทศ

นิวดีลกับสตง.:การเริ่มต้นปฏิรูปประเทศ

18 ก.ย. 2555

นิวดีลกับสตง.:การเริ่มต้นปฏิรูปประเทศ : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]

             การรณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชั่นที่ผ่านมานั้นสำหรับหน่วยงานราชการแทบจะมีบทบาทที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับสภาหอการค้าหรือสภาอุตสาหกรรมในปัจจุบัน อาจเป็นเพราะว่าเป็นกลุ่มของผู้ที่มีส่วนเสียโดยตรง ในขณะที่หน่วยงานราชการนั้นทำกันน้อยมาก เหตุผลส่วนหนึ่งคือไม่ต้องการที่จะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า ถ้ามีข้อกล่าวหาเกิดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานและความสัมพันธ์ทางสังคม ยิ่งถ้าองค์กรนั้นมีอำนาจในการจัดการตนเองอย่างอิสระ อย่างเช่น ในมหาวิทยาลัยนอกระบบ ยิ่งทำให้การติดตามหรือการรณรงค์ไม่มีใครกล้าทำ เพราะอาจจะมีผลที่คาดไม่ถึงตามมา ซึ่งในส่วนนี้ในระบบหน่วยงานของรัฐควรที่จะต้องรื้อและจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่และที่สำคัญควรทำงานแบบเป็นตัวแทนหรือเป็นสายข่าวของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ซึ่งจะได้รับการชดเชยด้านต่างๆ ที่พึงจะได้ ไม่ใช่แค่เพียงอาสาสมัครหรือผู้เขียนใบคำร้องในการยื่นการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอย่างเดียว เพราะนั้นจะทำให้งานเข้าอย่างมาก วิธีการในการปราบปรามที่เป็นอยู่นั้นจึงไม่ได้ผล สู้ปล่อยเลยตามเลยดีกว่า นอกจากจะต้องเรียกร้องจิตใจที่เข้มแข็งจึงสามารถที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ซึ่งในองค์กรนั้นมีน้อย เนื่องจากไม่ต้องการเผชิญหน้าและประชาคมใช้ชีวิตแบบอยู่กันเป็นกลุ่มๆ
 
             สตง.ต้องเปลี่ยนโจทย์และตั้งคำถามใหม่มากกว่าที่จะตรวจบัญชีทางการเงินประจำปีอย่างเดียว เพราะเป็นการทำงานเชิงรับมากเกินไป หากพิจารณาตัวเลขรายจ่ายที่ใช้จ่ายกันในหน่วยงานราชการนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ใช้จ่ายตามโครงการและเร่งการใช้จ่าย อีกทั้งบางหน่วยงานมีรายได้ของตนเอง การเร่งการใช้จ่ายนั้นกลายเป็นการแปรทรัพย์สินของส่วนรวมมาเป็นของกลุ่ม เช่น รายได้ของคณะและมหาวิทยาลัยกลายเป็นเงินคงเหลือที่จะต้องใช้จ่ายให้หมด ไม่มีการส่งเงินกลับคืนมา ปรากฏการณ์แบบนี้หากจะอยู่ร่วมกันในโลกปัจจุบันควรที่จะต้องเจรจาในการทำงานกันใหม่ การที่หน่วยงานของรัฐรณรงค์ในเรื่องของจิตสำนึกซึ่งกลายเป็นเรื่องเรียกร้องทางศีลธรรมที่สูงมาก แต่กลับไม่เห็นความเป็นไปได้ เพราะการตกลงกันในกลุ่มนั้นหากสามารถเอื้อประโยชน์ด้วยกันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าจะผิดหลักการการใช้จ่ายงบก็ตาม ฉะนั้นการคาดหวังที่จะให้สมาชิกไปยื่นเอกสารเขียนคำร้องนั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์ในสังคมทั่วไปไม่ทำกัน อย่างเมื่อไม่นานมานี้มีหน่วยงานหนึ่งของสถาบันการศึกษาได้ไปดูงานในต่างประเทศโดยจัดโปรแกรมซึ่งเพื่อนร่วมงานยากที่จะปฏิเสธ คือ ไปดูงานโดยซื้อเส้นทางการท่องเที่ยวของบริษัทไปยัง อียิปต์ อิตาลี สวิส ฝรั่งเศส และจากเหตุการณ์นี้ยากมากที่จะให้สตง.มาตรวจสอบเพราะทุกคนได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายเงินรายได้ของตนเอง และในอนาคตมันอาจจะไม่สามารถทำได้อีก ถ้ามีการไปยื่นตรวจสอบการใช้จ่าย แม้จะรู้กันทุกคนว่าโปรแกรมที่เกิดขึ้นจริงนั้น คือ การไปดูงานเพียงแค่ 1 วัน แต่กลับมีโปรแกรมการท่องเที่ยวถึง 6 วัน
 
             ฉะนั้นการเจรจากันใหม่นี้ สตง.น่าจะใช้วิธีการให้รางวัลในการชี้เบาะแส หากเป็นความผิดจริงๆ ก็ให้ไปเป็นรางวัลร้อยละ 10-15 ของจำนวนเงินที่ส่งคืนหรือการให้สิทธิพิเศษด้านต่างๆ ที่พึงจะได้เหมือนกับบางหน่วยงานที่เคยทำ ซึ่งดูแล้วน่าจะช่วยทำให้ได้เงินกลับคืนมาสู่แผ่นดินได้มากยิ่งขึ้น เพราะอัตราการสูญเสียของงบประมาณที่เกิดขึ้นในรูปต่างๆ ในปัจจุบัน สตง.ไม่ได้ศึกษาและสำรวจ ซึ่งในปัจจุบันเป็นโอกาสที่ควรจะต้องรื้อความคิดใหม่ในองค์กร จำนวนเงินที่สูญเสียและไม่มีผลต่อการดำเนินคดีหรือการติดตามการใช้จ่าย เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก เพราะในปีนี้ การเก็บภาษีไม่เข้าเป้า 3-4 หมื่นล้านที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการส่งออกน่าจะช่วยกันคิดในการจัดการแบบใหม่ที่เป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปประเทศ เพราะการเก็บภาษีนั้นเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ประกันความมั่นคงทางการเงินของประเทศ แต่หากไม่มีการกำกับการติดตามการใช้จ่ายและประสิทธิภาพของการใช้จ่ายของหน่วยงาน ก็จะกลายเป็นปัญหาการขาดแคลนงบประมาณตลอด ซึ่ง สตง.ต้องแสดงตนเองออกมาในวิธีการทำงานแบบใหม่และการจัดการใหม่ที่เน้นความเป็นธรรมแก่เจ้าของเงินและประสิทธิภาพของหน่วยงานที่ของบประมาณหรือได้รับจัดสรรงบประมาณไปในรูปต่างๆ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นแค่หน่วยงานตรวจตัวเลขบัญชีซึ่งเป็นแค่ภารกิจที่จิ๊บจ๊อยมาก นั่งรับเรื่องจากผู้ที่ยื่นคำร้องปีหนึ่งจะเกิดขึ้นกี่ตัวอย่าง น่าจะสรุปมาเป็นบทเรียนได้แล้ว ในขณะที่ตัวเลขของการใช้จ่ายไม่เกิดประสิทธิภาพแทบทุกองค์กร ผู้อ่านคิดอย่างไรที่สตง.ต้องปฏิรูปการจัดการใหม่ในปัจจุบัน