
อีกหนึ่งวันก็ครบหกปี
อีกหนึ่งวันก็ครบหกปี : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า วันที่ 19 กันยายนนี้ เมื่อหกปีก่อนที่มีการทำรัฐประหารนั้น มีใครนึกหรือไม่ว่าสังคมได้มาจนถึงวันนี้จนได้
สรุปว่าไม่มีใครได้ในทุกอย่างที่ตัวเองต้องการ แต่ในขณะเดียวกันอาจจะไม่เคยถามกันว่า เสียอะไรไปบ้างเพื่อมาถึงวันนี้นั่นแหละครับ
แต่ก็อีกนั่นแหละ ก็ตอบกันยากเหมือนกันว่า ความคิดแบบเดิมๆ ของสังคมไทยนั้น ที่ว่าสังคมควรจะอยู่ด้วยความสามัคคี คิดไปในทางเดียวกัน เคารพสิ่งเดียวกันนั้นก็เป็นไปได้อย่างไร
ประเด็นที่หนึ่ง ผมคิดว่า อย่างน้อยในช่วงหกปีที่ผ่านมานั้น การทำรัฐประหารไม่สามารถทำได้ง่ายๆ อีกต่อไป ด้วยว่าวัฒนธรรมของการต่อต้านรัฐประหารนั้นได้กระจายตัวไปทั่ว
แต่ขณะเดียวกัน การคอร์รัปชั่นนั้นก็ไม่สามารถเกิดง่ายๆ เพราะแม้ว่าเงื่อนไขระดับการนำไปสู่การทำรัฐประหารจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่การรวมตัวต่อต้านการคอร์รัปชั่น และการล้างผิดก็ยังทรงพลังอยู่มาก
ประเด็นที่สอง ผมว่า ทางที่ดีสิ่งที่เราควรจะมุ่งหน้าต่อไปในอนาคตก็คือ การสร้างเงื่อนไขขั้นต่ำที่ทุกๆ ฝ่ายจะต้องอยู่ด้วยกันได้
แน่นอนว่าการพูดแบบนี้ไม่ได้หมายถึงการลืมอดีต หรือการพูดถึงลักษณะที่ไร้เดียงสาของความสามัคคีที่คนเชื่อว่าเป็นรากฐานของสังคมไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
คำถามที่ท้าทายก็คือ ในบางประเทศนั้นเขาสามารถตกลงกันได้ว่า การเลือกตั้งคือเงื่อนไขขั้นต่ำของการอยู่ด้วยกัน
หรือในหลายประเทศเขาก็เชื่อว่า ความดีงาม และการไม่ทุจริตเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่ทำให้เราอยู่ด้วยกันได้
ทีนี้ประเทศไทย อาจจะต้องมานั่งคิดกัน โดยเฉพาะในแง่ของประเด็นที่ท้าทายและน่าภูมิใจก็คือ แทนที่จะมองว่าต้องเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะต้องมาคิดกันว่า จะทำอย่างไรที่จะหาเงื่อนไขขั้นต่ำบางอย่างที่ทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งในแง่มุมแรกอาจจะหมายถึง การหาเงื่อนไขใหม่ๆ ไปเลย ในการทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ ในความหมายที่ว่า ถ้าไม่ใช่การเลือกตั้ง และ/หรือ การไม่คอร์รัปชั่นแล้ว อะไรคือเงื่อนไขขั้นต่ำที่เราจะอยู่ด้วยกันได้
และอาจไม่ต้องหมายถึงว่า โห นี่คือการอยู่ด้วยกันแบบโคตรจะอุดมคติ ในความหมายที่ว่า อื้อฮือ รักกันวันละสามร้อยหน
ในอีกด้านหนึ่ง อาจจะต้องพยายามหาทางผลักดันการปะทะประสานมิติของการเลือกตั้ง และการไม่คอร์รัปชั่นเข้าไว้ด้วยกัน แต่ควรกระทำในแง่ของการขับเคลื่อนที่ประนีประนอมมากกว่าการผลักดันให้เกิดการแบ่งขั้ว หรือกดบังคับว่าสิ่งที่ฉันเชื่อนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ถูก และอีกฝ่ายต้องผิด
นั่นหมายความว่า ภาพของขาวของดำ ของเทพของมารอาจไม่ใช่เรื่องที่จะนำไปสู่การที่อยู่ด้วยกันได้ มากเท่ากับเรื่องของเหตุผลของการที่เราจะต้องมีเรื่องของความเป็นตัวแทน และการคำนึงถึงความเป็นสาธารณะในเวลาเดียวกัน
บางทีเรื่องเหล่านี้อาจจะเป็นมิติใหม่ๆ ที่ทำให้เราต้องมานั่งคิดว่าเงื่อนไขที่เกินไปจากเรื่องของ สิทธิ เสรีภาพ และผลประโยชน์ของตัวเรา มาสู่เรื่องของความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง เรื่องของความเป็นสาธารณะ และเรื่องของประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารราชการ
เรื่องเหล่านี้คือทิศทางในระยะยาวของบ้านของเมือง ผมคิดว่าพอที่จะพูดจะคุยกันได้อยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่เร็ววัน แต่ก็ดูเหมือนกับว่า หลักการบางข้อจะยังคงดำรงอยู่ ในขณะที่เรื่องระยะสั้น ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เรื่องที่สามนั้นก็คงยังหนีไม่พ้นเรื่องเงื่อนไขใหญ่ของคดีความที่คุณทักษิณโดนกล่าวหาและดำเนินคดีในด้านหนึ่ง กับเรื่องของการสลายการชุมนุมเมื่อสองปีก่อนในอีกด้านหนึ่ง
แต่เอาเข้าจริงผมคิดว่าเรื่องหลังมีแววจะจบได้ ถ้าไม่แตะทหาร หรือข้ามจากทหารไปยังผู้สั่งการได้ แต่เรื่องแรกคงยังอีกนานอยู่ดี แต่คำถามคือ จะจบลงตรงที่ทำให้สังคมมีความเข้าใจและขยายขอบเขตความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมที่มากขึ้นกว่าเดิม หรือจะจบลงแค่ความเข้าใจว่า ความยุติธรรมเป็นเรื่องของผู้ชนะ อันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะสื่อมวลชนนั่นแหละครับ ที่จะนำเสนอเรื่องนี้ไปในทางไหน...
มาลุ้นกันปีที่เจ็ดดีกว่าครับผม...



