
เล็งขุดบ้านหาปม'อุ้มฆ่าผัว-เมียหาย3ปี'
ผบก.นนท์ ขอหมายศาล ขุดบ้านซุกรถกระบะผัวเมียหายตัว 3 ปี หลังพบเส้นผม-ร่องรอยโบกปูนในห้องคนใช้ ส่วนพี่ชาย "พ.ต.อ.นพ." ปัดให้ปากคำที่สถานีตำรวจ หวั่นไม่ปลอดภัย ด้านพี่สาว "สามารถ" อ้าง "ตำรวจหมอ" ฆ่าน้องชาย-สะใภ้ ขอจนท.หาศพมาจัดการตามพิธี
ความคืบหน้าคดีที่พ่อเข้าแจ้งความ สภ.เมืองนนทบุรี ให้เข้าตรวจสอบบ้านร้างในซอยกรุงเทพนนท์ 1 พบรถของลูกชายพร้อมลูกสะใภ้ที่หายตัวไปกว่า 3 ปี จอดซุกอยู่ภายใน เมื่อตรวจสอบพบคราบเลือดและเอกสารของผู้หายตัวไป และคดีนี้เชื่อมโยงกับพันตำรวจเอกนายแพทย์ผู้หนึ่ง ที่อาจมีส่วนรู้เห็นกับการหายตัวไปหรือเสียชีวิตของสองผัวเมียดังกล่าว
ล่าสุด เวลา 11.00 น. วันที่ 17 กันยายน ที่ สภ.เมืองนนทบุรี พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดีที่นายสว่าง นุ่มจุ้ย อายุ 55 ปี บิดาของนายสามารถ นุ่มจุ้ย อายุ 30 ปี และน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ลูกสะใภ้ ที่หายตัวไปพร้อมรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ สีบรอนซ์ทอง หลังออกไปตัดต้นกระถินภายในไร่แม่ยายที่ จ.เพชรบุรี และหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนานกว่า 3 ปี ก่อนทราบว่ารถของลูกสะใภ้ถูกนำไปจอดทิ้งไว้ที่บ้านร้างแถบนนทบุรี โดยใช้เวลาประชุมกว่า 1 ชั่วโมง โดยมีนางเอื้อน เกิดทรัพย์ อายุ 60 ปี แม่ของน.ส.อรษา เดินทางมาดูรถด้วยความโศกเศร้า
พล.ต.ต.ธนายุตม์เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี และพ.ต.ท.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ รองผกก.สส. ตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวว่ามีใครเป็นเจ้าของและให้ตรวจสอบบิลค่าน้ำ ค่าไฟ บัตรเครดิตที่มีชื่ออยู่ในตู้ไปรษณีย์ โดยให้ออกหมายเรียกบุคคลทั้งหมดมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ปากคำว่ารถมาอยู่ในบ้านได้อย่างไร ทั้งนี้ตรวจสอบพบว่าในบัตรเครดิตธนาคารแห่งหนึ่งที่ส่งมาที่บ้านส่งถึง น.ส.วิสสา จันทรบัญชร และจากการตรวจสอบภายในรถอย่างละเอียด พบบัตรประกันสังคมและบัตรประชาชนของน.ส.อรษา และหมวกแก๊ปมีคราบเลือดตกอยู่ภายในรถด้วย จึงต้องรอผลตรวจสอบดีเอ็นเอจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเลือดของใคร รวมถึงรอยนิ้วมือแฝงที่เจอภายในรถคาดว่าจะรู้ผลใน 1-2 วันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดนนทบุรี เลขที่ 1846/2555 ลงวันที่ 17 กันยายน เข้าตรวจค้นบ้านอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยตรวจสอบรถที่ยังเหลืออยู่ในโรงรถอีก 3 คัน รวมถึงตรวจสอบรอบตัวบ้าน จนกระทั่งไปพบเส้นผมจำนวนหนึ่งอยู่บนพื้นดินข้างตัวบ้านและพบร่องรอยโบกปูน ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยโบกทับใหม่ในห้องคนรับใช้ที่อยู่ติดกับบริเวณพบเส้นผม แต่ไม่สามารถขุดดูได้เนื่องจากจะเป็นการทำร้ายทรัพย์สิน เพราะนำมาแค่หมายค้นเท่านั้น ก่อนถอนกำลังกลับพร้อมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าบ้านตลอด 24 ชั่วโมง และได้ไปขอหมายศาลอีกครั้ง หากได้รับการอนุมัติจะขุดพิสูจน์ได้ในวันที่ 18 กันยายนนี้
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการติดต่อขอให้ข้อมูลจากพี่ชายของพันตำรวจเอกนายแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ให้เบาะแสต่อนายสว่าง กรณีรถของลูกสะใภ้ถูกนำมาจอดไว้ที่บ้านย่านนนทบุรีนานกว่า 3 ปี โดยแจ้งว่าจะเดินทางมาให้ข้อมูลที่โรงพักในตอนแรก แต่เปลี่ยนใจขอเป็นให้ข้อมูลที่ชุมชนบ่อนไก่ กทม. แทน เนื่องจากกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย
โฆษกตร. ระบุต้องให้ศาลออกหมายค้น
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. กล่าวว่าสำหรับข้อสงสัยที่ญาติระบุว่าสองสามีภรรยาจะกลายเป็นศพและถูกหมกอยู่ในที่ดินของพ.ต.อ.รายหนึ่งนั้น ก็ต้องมีหลักฐาน โดยพนักงานสอบสวนจะรวบรวมและเสนอศาลพิจารณาออกหมายค้นต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า นายตำรวจคนดังกล่าวเข้าโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ทั้งนี้ทางต้นสังกัดของตำรวจนายดังกล่าวได้รับทราบแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เนื่องจากยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่เชื่อได้ว่านายตำรวจคนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ด้านนางเอื้อนกล่าวว่า หลังจากทราบเรื่องจึงรีบเดินทางจาก จ.เพชรบุรีพร้อมลูกอีก 3 คนมาที่โรงพัก เพื่อดูรถที่ลูกสาวนั่งมากับลูกเขยและหายตัวไป โดยยืนยันว่าเป็นรถของลูกสาวจริง ทั้งนี้ในวันเกิดเหตุไม่อยู่บ้านแต่ทราบว่าลูกสาวและลูกเขยเข้ามาตัดต้นกระถินในไร่ของลูกสาวคนโตที่อยู่ติดกับที่ดินของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ ก่อนจะหายตัวไป พบเพียงกองไม้ต้นกระถินที่ตัดไว้ โดยมีเพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่าลูกสาวและลูกเขยถูกคนจับตัวขึ้นรถออกไป จึงรีบเข้าแจ้งความที่ สภ.ท่าไม้รวก
วันเดียวกัน เวลา 11.00 น. ที่ สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นายสว่าง นุ่มจุ้ย บิดา และ น.ส.วิมล นุ่มจุ้ย อายุ 37 ปี พี่สาวของนายสามารถ เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ชิ้น ช่อมาลี พนักงานสอบสวน ภายหลังพบรถของลูกชายและลูกสะใภ้ ที่หายไปอย่างลึกลับเมื่อปี 2552 แต่มาพบรถจอดในบ้านร้างซอยกรุงเทพนนท์ 1
น.ส.วิมลกล่าวว่า เข้ามาให้ข้อมูลต่อตำรวจ ที่ สภ.ท่าไม้รวก เพิ่มเติมว่าได้เจอรถของน้องชายแล้ว และต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาศพน้องชายและน้องสะใภ้ให้พบ ตอนนี้คนในครอบครัวเชื่อว่า ทั้งคู่น่าจะเสียชีวิตแล้ว จึงต้องการหาศพมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ตนทำงานเป็นเจ้าหน้าที่นักสถิติ ระดับ 3 แผนกสังกัดกลุ่มอายุรกรรม ที่โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนที่จะพบรถยนต์คันดังกล่าว พี่ชายของพันตำรวจเอกนายแพทย์คนหนึ่ง มาบอกว่า มีคนพบรถของน้องชายจอดอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว จึงเดินทางไปดูจนพบว่าจอดอยู่จริง
ส่วนสาเหตุที่พี่ชายของพันตำรวจเอกนายแพทย์ผู้นั้น มาแจ้งเรื่องกับตน เพราะทั้งคู่มีปัญหาฟ้องร้องเรื่องมรดกกันอยู่ โดยพันตำรวจเอกนายแพทย์ได้ขอให้ช่วยเป็นพยานต่อศาลเรื่องการดูแลมารดา แต่เมื่อพี่ชายทราบเรื่องจึงโทรศัพท์มาคุยกับตน กระทั่งรู้เรื่องน้องชายและน้องสะใภ้ของตนที่หายตัวไป ทางพี่ชายพันตำรวจเอกนายแพทย์จึงโทรศัพท์ไปสอบถามแหล่งข่าวรายหนึ่งและบอกเบาะแสเรื่องรถยนต์ให้ฟัง กระทั่งมาพบในที่สุด
"นอกจากนี้แหล่งข่าวรายเดิมยังเล่าให้ฟังว่าภรรยา และพันตำรวจเอกนายแพทย์ดังกล่าว จับตัวนายสามารถ และ น.ส.อรษา น้องชายและน้องสะใภ้ มัดมือมัดเท้าและนำตัวมาไว้ที่ไร่ ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิง จากนั้นจึงใช้รถตักดินฝังกลบร่างของผู้ตายทั้งคู่ในไร่แห่งหนึ่ง จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย" น.ส.วิมลกล่าวอ้างและว่า นายสามารถ เป็นน้องชายคนเล็ก ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน
ด้าน พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก กล่าวว่า เบื้องต้นจะได้สืบสวนคำให้การว่า มีข้อมูลพยานหลักฐานเพิ่มเติมจุดไหนบ้างที่ สภ.ท่าไม้รวก จะดำเนินการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกได้บ้าง ถ้ามีส่วนคดีเกี่ยวพันในท้องที่เรา เราก็จะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ในส่วนที่ครอบครัวของนายสามารถ อ้างว่าศพอาจอยู่ในไร่ของตำรวจผู้ใหญ่คนหนึ่งนั้น เจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายค้นอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวได้ลงไปสังเกตการณ์ที่ไร่ดังกล่าว พบว่า ถูกดัดแปลงทำเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ติดริมแม่น้ำเพชร มีโรงเรือนสำหรับเลี้ยงสัตว์ และอยู่อาศัย 1 หลัง นอกจากนี้ยังมีบ้านพักอยู่กลางไร่ดังกล่าวมีต้นกอไผ่ขึ้นโดยรอบ ซึ่งเป็นจุดที่อ้างว่าใช้ฝังร่างของทั้งคู่ที่หายไป
ต่อมา น.ส.วิมล พี่สาวของนายสามารถ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา ได้ไปรับประทานอาหารกับพี่ชายของพันตำรวจเอกนายแพทย์ และได้เล่าว่าทั้งนายสามารถและน.ส.อรษา หายตัวไปพร้อมรถ ระหว่างนั้นชายผู้นี้ได้โทรสอบถามไปยังผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ “อ้อย” ซึ่งเป็นคนดูแลไร่ให้พันตำรวจเอกนายแพทย์ อยู่ที่บ้านวังข้าวสาร หมู่ 10 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เกี่ยวกับรถคันดังกล่าว จึงทราบว่ารถคันนี้ไปจอดอยู่ที่บ้านเลขที่ 125/53, 125/2 ชุมชนศิริโชติ ซอยกรุงเทพ-นนท์ 1 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี หากต้องการดูรถก็ให้ไปดูได้ จนกระทั่งวันที่ 15 กันยายน จึงเดินทางไปที่บ้านพร้อมด้วยเพื่อน 2 คน รวมทั้งพี่ชายพันตำรวจเอกนายแพทย์ด้วย ซึ่งมีกุญแจเปิดเข้าบ้านได้ พบรถจอดอยู่จริง ล้อทั้ง 4 ถูกถอด รถเก่าไปตามสภาพ และได้ทราบจากพี่ชายพันตำรวจเอกนายแพทย์ด้วยว่า นายสามารถและน.ส.อรษาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ถูกยิงทิ้งทั้ง 2 คนแล้วนำศพไปฝังบริเวณหลังบ้าน
นายสว่าง กล่าวว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะหายตัวไป ได้ทำงานให้พันตำรวจเอกนายแพทย์ในไร่ ต่อมามีเรื่องพิพาทกัน ลูกชายถูกกล่าวหาว่าขโมยรถกระบะ ทั้งที่ความจริงเอารถของพันตำรวจเอกนายแพทย์ผู้นี้ไปลากรถของนายสามารถที่ติดหล่ม โดยนิสัยส่วนตัวของพันตำรวจเอกนายแพทย์แล้วเป็นคนใจร้อน ได้แจ้งความดำเนินคดีกับลูกชายด้วย ต้องการให้เชิญพันตำรวจเอกนายแพทย์ผู้นี้และผู้หญิงชื่ออ้อย มาสอบเค้นหาความจริง อยากได้ลูกชายและลูกสะใภ้คืน ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม อยากให้มีการขุดหลังบ้านในไร่ของพันตำรวจเอกนายแพทย์ที่บ้านวังข้าวสารเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้



