ข่าว

ซิ่ง!รถตู้โคราชชนท้าย18ล้อเจ็บ7

ซิ่ง!รถตู้โคราชชนท้าย18ล้อเจ็บ7

17 ก.ย. 2555

รถตู้โดยสาร โคราช-กรุงเทพ ซิ่งฝ่าฝน ชนท้ายรถบรรทุกพ่วง 18 ล้ออย่างจัง เจ็บระนาว 7 ราย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 17 ก.ย. 55  ร.ต.ท.ธงชัย กล้าหาญ ร้อยเวร สภ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา รับแจ้งมีเหตุรถตู้โดยสารชนท้ายรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ มีผู้บาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบนถนนมิตรภาพขาออก ช่วงหลัก กม.ที่ 122-123 หน้าปั๊มน้ำมันไทยณรงค์ กุดจิก จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยสว่างแสงธรรม

          ที่เกิดเหตุพบรถตู้โดยสารโตโยต้า สีขาวคาดเขียว ทะเบียน 15-0472 กรุงเทพมหานคร หมายเลขข้างรถ ม.2 ต.21-33 สาย กรุงเทพฯ - ราชสีมา (ช่วงปักธงชัย) ชนอัดท้ายรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ หมายเลขทะเบียน 80-5493 สกลนคร สภาพด้านหน้าพังยับเยิน มีผู้โดยสารที่มากับรถได้รับบาดเจ็บติดอยู่บริเวณเบาะนั่งด้านหน้าข้างคนขับ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เครื่องตัดถ่างงัดช่วยเหลือผู้บาดเจ็บนำส่ง รพ.สูงเนิน รวมทั้งหมด 7 ราย

          ผู้โดยสารที่นั่งมากับรถตู้คันเกิดเหตุ เล่าว่า มีผู้โดยสารรถตู้มาทั้งหมด 11 คน ออกจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลาประมาณ 11.00 น. มุ่งหน้า อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ระหว่างทางคนขับรถได้ขับมาด้วยความเร็วประกอบกับมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนขับรถตู้มองไม่เห็นรถพ่วงด้านหน้าจึงพุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกพ่วง 18 ล้ออย่างจัง เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

          สำหรับอาการของผู้บาดเจ็บทั้ง 7 ราย เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส 2 ราย คือนายประยุร แสนสวัสดิ์ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 6 ต.เมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา (คนขับรถ) และนางบุญมี กลีบตะขบ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 462 หมู่ 12 ต.เมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทก ทำให้ขาหักและใบหน้ามีแผลฉกรรจ์ ส่วนอีก 5 ราย นั้น แพทย์ได้ให้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการ เนื่องจากมีบาดแผลที่ศีรษะและตามลำตัว

          ร.ต.ท.ธงชัย กล่าวว่า คนขับรถตู้ น่าจะขับมาด้วยความเร็ว ประกอบกับฝนตกหนัก จึงทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน จึงขับพุ่งเข้าชนท้ายรถพ่วง 18 ล้ออย่างจัง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับคนขับรถตู้โดยสาร ในข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนรถพ่วงเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำไปจอดไว้ที่ สภ.สูงเนิน เพื่อทำการสอบสวนคนขับรถพ่วงถึงสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง