
แพะเศรษฐกิจ
คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : แพะ เศรษฐกิจ : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ภาษิตไทยโบราณมีคำกล่าวเกี่ยวกับแพะเอาไว้มากมายเช่น “จับแพะชนแกะ” หมายความว่าอะไรก็ได้อ้างขึ้นมามั่วๆ เอาไว้ก่อน “แพะรับบาป” หมายความว่าปรักปรำคนที่ไม่ได้กระทำผิดจริง หรือหมายถึงเอาคนบริสุทธิ์มาลงโทษแทนผู้กระทำผิดนั่นเอง เช่นเดียวกับ “แพะ เศรษฐกิจ” ที่ผมนำมาเป็นชื่อเรื่องในวันนี้ ก็มีความหมายเช่นเดียวกับ “แพะรับบาป” ทางเศรษฐกิจนั่นเอง
แพะเศรษฐกิจที่จะกล่าวถึงคือ คนที่อยู่ในฐานะของเจ้าของกิจการหรือนายจ้าง เพราะสังคมไทยยังวนเวียนอยู่กับกรอบความคิดของหนังไทย ที่ยังยึดติดกับความคิดที่ว่าคนรวยคือผู้ร้าย เจ้าของโรงสี, เถ้าแก่ขายของในตลาด, เจ้าของนาให้เช่า, คือนายทุนหน้าเลือด ส่วนคนจนชาวไร่ชาวนาเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน คือผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงถูกเอารัดเอาเปรียบ
ในเมื่ออารมณ์ของสังคมเป็นเช่นดังที่ว่า สถานการณ์ของคนเป็นเจ้าของกิจการ จึงตกอยู่ในที่นั่งจำเลยของสังคม ซึ่งหากเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่มีผลประกอบการที่ทำกำไรปีละมากๆ ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับเจ้าของกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีรายรับไม่มากนัก บางกิจการต้องลุ้นเหงื่อตกทุกปีว่าจะมีกำไรหรือขาดทุน เจ้าของกิจการแบบหลังที่กล่าวมานี้เอง จึงมีสถานะไม่ต่างอะไรไปกับแพะที่ต้องรับบาปจากคนอื่นกระทำเอาไว้
ตัวอย่างกรณีของการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งรัฐบาลประกาศเอาไว้ว่าพนักงานที่มีความรู้ขั้นต่ำระดับปริญญาตรี ต้องได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดือนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ห้างร้านองค์กรใหญ่ๆ ที่คัดสรรคนจบปริญญาตรีจากหาวิทยาลัยชั้นนำ และมีผลประกอบการมีรายรับหลายสิบหลายร้อยล้านบาทต่อปี ย่อมไม่มีปัญหากับการว่าจ้างแรงงานในระดับค่าจ้างดังกล่าว
ในความเป็นจริงขององค์กรขนาดเล็กที่ไม่มีผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีคุณภาพสนใจมาร่วมงานด้วย พนักงานเท่าที่มีอยู่แม้จบปริญญาตรีจากสถาบันของรัฐ แต่ก็เป็นสถาบันเล็กและอยู่ต่างจังหวัด เอาแค่พิมพ์เอกสารได้ถูกต้องไม่ต้องผ่านการตรวจสอบและทำการแก้ไขก็เก่งแล้ว หรือหลายครั้งที่มีพนักงานพกวุฒิปริญญาตรีมาสมัครงาน ในตำแหน่งพนักงานส่งเอกสารหรือพนักงานขับรถส่งของ ซึ่งมีการกำหนดให้กินเงินเดือนตามเนื้องานได้เพียงแค่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทเท่านั้น
ครั้นทางราชการประกาศกำหนดค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำดังกล่าว นายจ้างไม่ทำตามก็จะถูกกล่าวหาว่าไม่สนองนโยบายหรือทำผิดกฎหมายแรงงาน แต่หากจะเพิ่มค่าจ้างให้ คุณภาพของพนักงานก็ไม่สามารถสนองตอบอัตราค่าจ้างดังกล่าวได้ จึงจำใจที่จะต้องเลิกจ้างพนักงานที่เข้าข่ายตามตัวอย่าง และแม้ว่าจะยอมจ่ายชดเชยให้ตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ทุกประการ นายจ้างก็ยังมิวายที่จะต้องถูกสังคมตราหน้าว่าเอาแต่ได้เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน
นายจ้างที่เข้าข่ายในลักษณะที่กล่าวมาครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรไปจากแพะที่ต้องรับบาปจากสิ่งที่ผู้อื่นได้กระทำเอาไว้ ผู้อื่นที่ว่าก็คือรัฐบาลนั่นเองที่ไม่สามารถบริหารจัดการคุณภาพของการศึกษาให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันได้ แต่ดันมากำหนดราคาค่าจ้างว่าต้องอยู่ในระดับเดียวกันทั้งประเทศนั่นเองครับ
--------------------
(คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : แพะ เศรษฐกิจ : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



