ข่าว

มั่นใจใช้ไทยฐานผลิตกู้วิกฤติยุโรป

มั่นใจใช้ไทยฐานผลิตกู้วิกฤติยุโรป

17 ก.ย. 2555

'สุทธิชัย หยุ่น' เปิดใจ 'เคียวอิจิ ทานาดะ' ประธานโตโยต้าเอเชียแปซิฟิก ยืนยัน "อุตสาหกรรมยานยนต์ ญี่ปุ่นยังเป็นที่หนึ่งครับ"

          ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น “โตโยต้า” เลือกเข้ามาเปิดสาขาแห่งแรกในต่างประเทศ ซึ่งในปีนี้ก็จะเป็นปีที่ครบรอบ 50 ปีสำหรับการเข้ามาปักธงในประเทศไทย "เคียวอิจิ ทานาดะ" ประธานโตโยต้าเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ที่ต้องรับผิดชอบดูแลธุรกิจของโตโยต้าครอบคลุม 17 ประเทศ เปิดใจต่อ “สุทธิชัย หยุ่น” ประธานเครือเนชั่น ถึงมุมมองและแผนการดำเนินธุรกิจของโตโยต้าทั้งในไทยและอาเซียน 

 

          “ประเทศไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ดีกันมานานมาก จากความรู้สึกที่สนิทกัน บริษัทแม่จึงตัดสินใจเลือกส่งออกมาไทยเป็นประเทศแรก แม้ว่าขณะนั้นเศรษฐกิจไทยจะยังไม่ใหญ่โตสำหรับการเข้ามาทำตลาดรถยนต์ แต่เป็นเพราะความสนิทสนม ความรู้จักวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์กันมากกว่า ซึ่งก็เป็นปีเดียวกับที่โตโยต้าส่งออกไปสหรัฐด้วย แต่ปัจจุบันไทยมีความสำคัญและใหญ่ที่สุด” นายทานาดะกล่าวและว่า สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วเมืองไทยถือเป็นเพื่อนที่สำคัญที่สุด และในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ใช่แค่เพียงโตโยต้าเท่านั้น ที่เห็นความสำคัญของเมืองไทย บริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นจึงเลือกเมืองไทยเป็นแหล่งผลิตสำหรับส่งออก ซึ่งในอนาคตบริษัทรถยนต์ที่ญี่ปุ่นทุกยี่ห้อต้องการใช้เมืองไทยเป็นฐานเพื่อการส่งออก

          โดยในปีนี้คาดว่าในเมืองไทยจะสามารถผลิตรถยนต์ได้สูงถึง 2.3 ล้านคัน ถือเป็นสถิติใหม่ และเป็นปริมาณการผลิตรถยนต์ที่อยู่ในอันดับ 12-13 ของโลก แต่รัฐบาลต้องการให้อยู่ในอันดับ 10 ดังนั้นจำเป็นต้องผลิตรถยนต์ให้มากกว่า 2.5 ล้านคัน ขณะที่เป้าหมายของรัฐบาลคือ 3 ล้านคัน ก็ถือเป็นความรับผิดชอบของโตโยต้าด้วย คิดว่าในอีก 3-4 ปีข้างหน้าคงจะเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งในส่วนของโตโยต้าปัจจุบันผลิตได้ปีละ 8 แสนคัน จากเป้าหมายที่วางไว้ 1 ล้านคัน ก็สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล โดยการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะเป็นจากค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นประมาณ 90% ขณะที่โตโยต้ามีส่วนแบ่งอยู่ที่ 40%

          อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเป้าหมายการผลิตที่ 3 ล้านคันต่อปีนั้น รัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย แม้ว่าปัจจุบันจะมีการส่งเสริมอยู่แล้ว เช่น เรื่องนโยบายภาษีคันแรก ถือว่าเป็นนโยบายที่ทำให้การผลิตรถยนต์ขยายตัวได้มาก แต่เรื่องสำคัญสองอย่างที่รัฐบาลต้องดูแลคือ 1. ต้องดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ผลิตไม่มีกำไรจากการส่งออก ซึ่งการขยายตลาดนอกจากการทำตลาดในประเทศแล้ว ต้องพึ่งพิงการส่งออกด้วย โดยค่าเงินบาทในระดับปัจจุบันถือว่ายังรับได้ แต่หากปล่อยให้แข็งค่าประมาณ 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐก็ถือว่าลำบาก

          2. รัฐบาลต้องช่วยในเรื่องการพัฒนาบุคลากร เป้าหมายของโตโยต้าต้องการให้คนไทยพัฒนาสินค้าเข้ามาร่วม อยากเห็นการผลิตรถยนต์ของคนไทยด้วยชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด มีการพัฒนาออกแบบจากฝีมือคนไทย ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรทางด้านวิศวกร และช่างเทคนิค เพราะในการขยายกิจการเปิดโชว์รูมตัวแทนจำหน่ายก็จะมีปัญหาในเรื่องช่างเทคนิคที่มีฝีมือ ดังนั้นต้องมีการพัฒนาช่างเทคนิคด้วย

          นอกจากนี้ การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 ต้องยอมรับว่าค่าแรงของไทยวันละ 300 บาท ถือว่าสูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว เวียดนาม สมมุติว่าประเทศอื่นพัฒนาชิ้นส่วนอะไหล่ได้ราคาถูกมาก ผู้ผลิตรถยนต์ก็ย่อมต้องหันไปสั่งซื้ออะไหล่จากที่อื่นมาใช้ในการผลิต ดังนั้น เอสเอ็มอีของไทยที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต้องพัฒนาฝีมือและคุณภาพ ต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องไปซื้อหรือจ้างประเทศอื่นในอาเซียน หากทำไม่ได้แน่นอนว่าผู้ผลิตรถยนต์จะต้องซื้อจากที่อื่น

          ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่สั่งซื้อในประเทศไทย มีแค่บางส่วนที่ซื้อจากอินโดนีเซีย หรือ อินเดีย แต่ต่อไปเมื่อก้าวเข้าสู่เออีซีเชื่อว่า ทั้งพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม จะพัฒนาการผลิตขึ้นมาแข่งขันมากขึ้น ซึ่งในส่วนของโตโยต้าถือว่าได้ประโยชน์จากเออีซี เพราะระบบขนส่งจะพัฒนามากขึ้น ความจำเป็นในการใช้รถยนต์มีมากขึ้น ทั้งรถบรรทุก รถกระบะ ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น ซึ่งการก้าวสู่เออีซีถือเป็นเรื่องดีสำหรับอุตสาหกรรมใหญ่ และมีผลดีกับประเทศไทยแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าไทยเป็นผู้นำในเขตแม่น้ำโขง ซึ่งมีประชากรรวมกัน ทั้งไทย พม่า เวียดนาม กัมพูชา และลาว ประมาณ 200 ล้านคน เท่ากับอินโดนีเซีย แต่ด้วยความที่อินโดฯ เป็นเกาะ ระบบขนส่งไม่สะดวก ขณะที่กลุ่มแม่น้ำโขงมีการเชื่อมโยงของระบบขนส่งได้ง่ายกว่า ดังนั้น มองว่าอนาคตของไทยต้องสนับสนุนให้ประเทศรอบๆ แม่น้ำโขงพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน อันจะส่งผลให้มีอำนาจซื้อสูงขึ้น

          สำหรับประโยชน์ทางด้านภาษีหลังการเข้าสู่เออีซีนั้น สถานการณ์ของแต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน เช่น ปัจจุบันเมื่อผลิตรถยนต์จากประเทศไทยส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย จะไม่มีเรื่องภาษี แต่การส่งออกไปประเทศเวียดนามต้องเสียภาษีสูง และหลังจากเออีซีก็ไม่ได้ปรับลดภาษีเป็นศูนย์ในทันที เหมือนกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ แต่เวียดนามจะค่อยๆ ลดภาษีลงจนเป็นศูนย์ในปี ค.ศ.2018 ซึ่งในส่วนของโตโยต้าก็มีโรงงานอยู่ที่เวียดนามด้วย มีกำลังการผลิตเพียง 3 หมื่นคัน และคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นการผลิตรถยนต์จากเมืองไทยไปขายที่เวียดนามน่าจะเป็นผลดีมากกว่า จึงต้องมานั่งคิดว่าจะรักษาโรงงานผลิตรถยนต์ที่เวียดนามไว้อย่างไร เพราะโตโยต้ายึดไทยเป็นฐานการผลิตอยู่แล้ว และการผลิตในปริมาณมากก็ทำให้ราคาต่อหน่วยลดลง โดยทางเจ้าหน้าที่ของเวียดนามก็ร้องขอให้โตโยต้าทำการผลิตในเวียดนามต่อไป 

          "ปัจจุบันโตโยต้ามีโรงงานใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งผมมั่นใจคุณภาพการผลิตรถยนต์ในเมืองไทยว่าดีที่สุด รองลงมาคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เป็นอันดับสุดท้าย เช่นเดียวกับกำลังการผลิตที่เมืองไทยถือเป็นเบอร์หนึ่ง ทั้งขณะนี้และในอนาคต โดยปัจจุบันโตโยต้ามีโรงงานในไทยอยู่ 3 โรงงาน แต่หลังจากปีหน้าเราจะมีโรงงานเพิ่มเป็นทั้งหมด 5 แห่ง ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะเป็นดีทรอยต์ออฟเอเชียอย่างแน่นอน ไม่มีใครแข่งได้แน่นอน"

          ส่วนมุมมองต่อการเปิดประเทศของพม่านั้น มองว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์ของพม่าส่วนใหญ่ยังเป็นรถเก่า แม้อนาคตจะมีโอกาสที่จะซื้อรถยนต์ใหม่มากขึ้น แต่โชคดีที่รถยนต์เก่าของพม่า 70-80% เป็นรถยนต์ของโตโยต้า ดังนั้น บริษัทจึงคิดเรื่องการพัฒนาบริการรถเก่าก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยคิดเรื่องโอกาสในการขายรถยนต์ใหม่ และตอนนี้หน่วยบริการในพม่าของโตโยต้าก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องวางแผนคิดว่าในปีหน้าหรืออีกสองปีข้างหน้าจะขยายหน่วยบริการที่ไหนและกี่แห่ง เพื่อเตรียมบุกตลาดพม่า

          นายทานาดะกล่าวถึงผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจของยูโรโซนว่า โตโยต้าได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปพอสมควร โดยยอดขายรถยนต์และกำไรตกลงไปอย่างมาก จากก่อนหน้าที่ยังไม่มีปัญหาเศรษฐกิจยอดขายในยุโรปรวมแล้วมากกว่า 1 ล้านคัน แต่ในปีที่แล้วเริ่มลดลงและในปีนี้ยอดขายก็ไม่น่าจะถึง 9 แสนคัน ซึ่งคงไม่ใช่โตโยต้าเพียงแห่งเดียวที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจยุโรป เชื่อว่าบริษัทอื่นๆ ก็คงเหมือนกันหมด และโตโยต้าประเมินว่า ยุโรปคงต้องใช้เวลา 4-5 ปี ในการฟื้นตัว ดังนั้น จึงต้องหันมาอาศัยตลาดเอเชียเพื่อชดเชยการลดลงของตลาดยุโรป เพราะยอดขายในไทยและอินโดนีเซียรวมกันก็สามารถทำยอดขายได้ 9 แสนคันแล้ว ซึ่งคิดว่าเออีซีจะมีประโยชน์อย่างแน่นอนในการช่วยผลักดันยอดขายในอาเซียนให้เพิ่มขึ้น

          ทั้งนี้ ในฐานะที่รับผิดชอบตลาดเอเชียแปซิฟิกรวม 17 ประเทศ ที่ปัจจุบันมียอดขายเท่ากับ 1.7 ล้านคัน และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มเป็น 2 ล้านคัน ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก่อนจะเพิ่มเป็น  2.5 ล้านคันนั้น ถือว่าหนักพอสมควร แต่ต้องทำให้ได้ โดยวิธีการคือ ต้องผลักดันให้รัฐบาลทุกประเทศสนับสนุนในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในเอเชีย ไม่ใช่แค่เมืองไทยอย่างเดียว แต่ต้องปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกันทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยรัฐบาลต้องส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม และพัฒนาระบบขนส่ง ขณะที่โตโยต้าก็ต้องพยายามรักษาราคาไม่ให้สูงขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการขาย ซึ่งมองว่าหากมีการรวมอาเซียนจะทำให้เป้าหมายที่วางไว้เป็นไปได้อย่างแน่นอน

          ต่อข้อถามถึงความรู้สึกของชาวญี่ปุ่นหลังจากต้องเผชิญกับคลื่นยักษ์สึนามิว่าฟื้นตัวจากความเศร้าหรือยังนั้น นายทานาดะ กล่าวว่า คนญี่ปุ่นยังไม่ค่อยมีความมั่นใจ ยังมีความรู้สึกเงียบๆ แต่ด้วยความขยันก็พยายามทำงานทดแทน แต่ไม่ได้ลืมความทุกข์ ซึ่งในฐานะที่โตโยต้าเป็นผู้นำของบริษัทรถยนต์ส่งออกจากญี่ปุ่น ก็อยากให้ญี่ปุ่นพัฒนาและมีกำลังใจ โดยทำหน้าที่รับผิดชอบในการขยายกิจการที่เมืองไทย แล้วไปอธิบายถึงการเติบโตเพื่อให้เป็นกำลังใจต่อบริษัทแม่หรือชาวญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเมืองไทยเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง หากที่เมืองไทยดีก็จะส่งผลดีต่อญี่ปุ่นด้วย ต่อไปคิดว่าความรับผิดชอบของที่นี่จะหนักขึ้น เพราะนอกจากทำกำไรแล้วต้องเป็นกำลังใจให้ชาวญี่ปุ่น

          นายทานาดะยังกล่าวอย่างมั่นใจถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นมีการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าเทคโนโลยีของญี่ปุ่นจะเหนือกว่าจีนและเกาหลีใต้ ที่มีการปรับตัวพัฒนาในหลายๆ ด้านขึ้นมาเทียบเท่า ซึ่งอาจมีการมองกันว่าจีนจะยิ่งใหญ่มากขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่นจะมีบทบาทลดลงในเวทีระหว่างประเทศ หรือแม้แต่เกาหลีใต้ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา แต่ก็เป็นเรื่องของเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องของอุตสาหกรรมรถยนต์

          "ผมมองว่าเทคโนโลยีของญี่ปุ่นยังเหนือกว่าจีนและเกาหลีใต้ เป็นหน้าที่ของเราที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อถ่ายทอดมาที่เมืองไทยใช้ที่นี่เป็นฐานส่งออก โตโยต้าที่เมืองไทยสำคัญมากสำหรับบริษัทแม่ เมืองไทยเป็นเหมือนลูกคนโต เราจะใช้ไทยเป็นฐานร่วมกันผนึกกำลังสู้กับจีน ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นชนะแน่ๆ ญี่ปุ่นยังเป็นอันดับหนึ่งของโลก และยังเป็นสุดยอดของโลกอยู่"

          สำหรับแนวโน้มการผลิตรถยนต์ในอนาคตนั้น ต้องมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม พลังงาน สังคม และการจราจร ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญทุกอย่าง แต่โดยความรับผิดชอบของผู้ผลิตรถยนต์แล้ว สิ่งแรกที่ต้องคำนึงคือ เรื่องความปลอดภัย ทำให้โตโยต้าดำเนินกิจการเพื่อสังคมภายใต้โครงการถนนสีขาว เพื่อให้เกิดความปลอดภัยบนท้องถนนมาต่อเนื่องนับ 20 ปีแล้ว และเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็สำคัญ จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริด ซึ่งเป็นรถประหยัดพลังงานด้วย โดยในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% แต่ก็ยอมรับว่าต้นทุนค่อนข้างแพง เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตต้องลงทุนค่อนข้างสูงในการวิจัยและพัฒนา