ข่าว

“ผมไม่กลัว แรงบีบจากพรรคร่วม”กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

“ผมไม่กลัว แรงบีบจากพรรคร่วม”กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

24 พ.ค. 2552

พลันที่เกิดแรงกระเพื่อมการปรับเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เก้าอี้ของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี จึงถูกสั่นคลอนเป็นอันดับต้นๆ นั่นเป็นเพราะสภาพ "กอร์ปศักดิ์" กลายเป็นรัฐกันชนระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคร่วมรัฐบาล

 โดยเฉพาะเหตุการณ์ "ฟางเส้นสุดท้าย" เมื่อเกิดการปะทะคารมกันอย่างดุเดือดกลางที่ประชุม ครม.ระหว่าง "กอร์ปศักดิ์" กับ พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ในโครงการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จนเกิดแรงบีบจากพรรคร่วมรัฐบาล เสนอให้ "อภิสิทธิ์" และ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ขจัดเสี้ยนหนามที่ชื่อ "กอร์ปศักดิ์" ไปพ้น ครม.

 “ผมไม่กลัว แรงบีบจากพรรคร่วม”

 นี่คือซุ้มเสียงของ "กอร์ปศักดิ์" ในระหว่างการเปิดใจถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับพรรคร่วมรัฐบาล หลังลงเรือลำเดียวกันมานานร่วม 4 เดือนเศษ พร้อมๆ กับเกิดกระแสข่าวการปรับ ครม.

เพราะเหตุใดเป้าการปรับครม.จึงมาตกที่คุณกอร์ปศักดิ์ หรือเป็นเพราะ 4 เดือนนี้มีศัตรูเพิ่มขึ้น ?
 ผมก็พยายามทำงานตามที่ได้รับหมอบหมาย แต่งานของผมแตกต่างจากรองนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ในอดีต ที่ต้องดูแลงานในกระทรวงด้วย ซึ่งงานที่ผมได้รับมอบหมายเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการ โดยมีกระทรวงต่างๆ เป็นฝ่ายเลขาฯ จึงกลายเป็นว่าคณะกรรมการเหล่านี้เวลาเข้าไปทำงานจึงต้องเกี่ยวข้องในแต่ละกระทรวงที่ร่วมเป็นกรรมการด้วย เลยเป็นเหตุผลว่าการทำงานต้องไปทำร่วมกับคนอื่น หรือพรรคอื่นๆ จึงทำให้การทำงานในส่วนที่ผมรับผิดชอบไม่ราบรื่น 100% สรุปก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผมสวมหมวกใบเดียว จึงเกิดการสะดุดบ้าง แต่งานที่อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ผมก็พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎและระเบียบ และเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาก็ต้องให้ ครม.เป็นผู้ตัดสินตามแนวทางของรัฐบาล

แต่ภาพกลายเป็นว่ารองนายกฯที่ดูแลสำนักงบประมาณมีการทำงานอย่างละเอียดในโครงการที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วม ?
 จุดเริ่มต้นอาจจะมาจากงบในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแสนล้านบาท ที่มีการมองว่า ทำไมพรรคร่วมได้น้อย ทำไมกระทรวงนี้ได้มาก กระทรวงนี้ได้น้อย ต้องบอกว่า งบประมาณแสนล้านบาทแรก ไม่มีทางได้เท่ากันอยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้เอาเงินแสนล้านบาทมาแบ่งเค้กกันให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองมาแบ่งผลประโยชน์ ส่วนงบกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่สอง 1.5 ล้านล้านบาท ก็ไม่ใช่การแบ่งเค้ก รัฐบาลนี้ไม่ได้เข้ามาเพื่อแบ่งเค้ก แต่รัฐบาลต้องเข้ามาทำงานตามหน้าที่และกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งทุกอย่างมีข้อกำหนด ส่วนจะไปลงที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงนั้นๆ ดังนั้นจะเอาเม็ดเงินมาวัดกันไม่ได้ ต้องดูที่เนื้อหาของงานตามงานรับผิดชอบ

แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน ?
 ประเด็นเดียวที่ผมมองเห็นว่าอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคร่วมคือ ผมต้องรับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมาย คือการตรวจสอบการใช้เงินให้มีความโปร่งใส อะไรที่ไม่โปร่งใสผมก็จะดูนานหน่อย ดูบ่อยหน่อย และอาจจะมีการพูดจากันบ้างในที่ประชุม ครม. ซึ่งทุกคนที่เป็นรัฐมนตรีก็ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินอยู่แล้ว

เหมือนว่าทำงานละเอียดเกินไป จนกลายเป็นการไปจับผิดคนอื่น ?
 ก็งบประมาณทั้งหมดไม่ใช่เงินผมนี่ ถ้าเป็นเงินผมไม่ต้องละเอียดก็ได้ แต่นี่เป็นเงินภาษีของประชาชน แม้ผมจะกินเงินเดือน 9 หมื่น ถึง 1 แสนบาทก็ไม่มาก แต่หน้าที่ของผมคือได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงบประมาณ ก็ต้องมีหน้าที่ดูแลให้งบประมาณรั่วไหลน้อยที่สุด นั่นคือหน้าที่ของผม ถ้าผมทำแบบไม่ต้องละเอียด ทุกคนรักผมหมดเลย ยกเว้นประชาชนผู้เสียภาษีอาจจะต้องหงุดหงิดแน่นอน ผมทำหน้าที่ให้แก่ผู้เสียภาษีทั้งประเทศ

ถึงขนาดมีเสียงบ่นจากพรรคร่วมว่าทำงานละเอียดแบบปะชุน ?
 ไม่เป็นไรครับ ตราบใดที่ประชาชนยังไม่บ่น ถ้าประชาชนบ่น ผมถึงจะเปลี่ยนการทำงาน เพราะผมถือว่าเป็นคนที่ประชาชนเลือกผมเข้ามาทำงาน ถ้าประชาชนบอกว่า กอร์ปศักดิ์วันนี้ไม่ต้องละเอียดมากหรอก ไม่เป็นไรหรอก ช่างเถอะ เพื่อความสะดวกสบายในการทำงาน ผมก็บอกว่าแน่ใจหรือที่ต้องการให้ผมทำอย่างนั้น ผมคิดว่ามันไม่ใช่

คุณพรทิวา (นาคาศัย รมว.พาณิชย์) เคยตั้งคำถามทำนองว่าเหมือนมีคนมาแย่งทำงาน ?
 ไม่เป็นความจริง เพราะคงไม่มีใครอยากไปแย่งทำงาน หาก ครม.ไม่มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง ผมก็ไม่เกี่ยว ผมก็จะเกี่ยวเฉพาะเป็นหนึ่งใน ครม.เท่านั้น แต่เมื่อมีการตั้งขึ้นมาผมก็ต้องเข้ามารับผิดชอบ และต้องยอมรับว่าโครงการรับจำนำสินค้าทางการเกษตรในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมามีการรับจำนำสูงเหลือเกิน และเราต้องมาทำต่อ โจทย์มีอยู่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ราคาขายต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งหากเราขายในราคาตลาดก็ยังถือว่าเราขาดทุน เมื่อเป็นอย่างนี้เราจึงจำเป็นต้องมาอธิบายให้ ครม.ทุกคนได้รับทราบ ไม่มีใครอยากไปแย่งงานหรอกครับ

มองว่าสุดท้ายแล้วนายกฯจะทนแรงบีบจากพรรคร่วมได้หรือไม่ ?
 ขอบอกเป็นความสัตย์จริง ยังไม่เห็นใครมาบีบผมเลย ที่เห็นว่ามีแรงบีบมีอยู่ครั้งเดียวเท่านั้นที่มีข่าวว่ามีการหารือกันและออกมาตั้งชื่อผม (รัฐมนตรีปะชุน) และหลังจากนั้นก็ไม่เห็นมีแรงบีบอะไร

เป็นเพราะว่านายกฯ มอบหมายงานให้รับผิดชอบมากไปหรือไม่ ?
 ท่านก็ไม่อยากให้เยอะ แต่ว่าไม่มีคนอื่นนี่ครับ เพราะในรัฐบาลชุดนี้มีรองนายกฯ อยู่สามท่าน ท่านสุเทพก็งานล้นมือ และท่านเองก็ไม่อยากมายุ่งเรื่องเศรษฐกิจ ท่าน พล.ต.สนั่น (ขจรประศาสน์) ก็มีงานที่ต้องดูแลในฐานะพรรคร่วม ส่วนที่เหลือก็เลยเป็นของผมกับท่านนายกฯ ผมแบ่งอะไรมาได้ผมก็เต็มใจ

ปัญหาเกาเหลาที่เกิดขึ้นกับทีมเศรษฐกิจในพรรค ปชป.จบลงหรือยัง ?
 ผมไม่เคยมีครับ เรื่องเกาเหลากับคุณกรณ์ ถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะเราสนิทกันมาก ตั้งแต่แรกเริ่มที่คุณกรณ์เข้ามาในพรรค ตั้งแต่คุณกรณ์ไปเดินหาเสียงครั้งแรกในชีวิตก็ไปเดินหาเสียงในเขตผม ซึ่งผมเป็นคนพาไปเอง เราสนิทกันและทำงานด้วยกันมาตลอด แนวคิดหรือแนวทางการทำงานที่แตกต่างกันไม่มีเลย เพราะส่วนตัวผมไม่ไปยุ่งหรือไม่คิดงานที่เกี่ยวกับคุณกรณ์ อย่างเรื่องภาษี คุณกรณ์ก็ถามผมว่าจะดูไหม ผมก็บอกไปว่าไม่ดูหรอก ให้คุณกรณ์บรรเลงเองเลย ซึ่งแนวนโยบายส่วนใหญ่ผมกับคุณกรณ์เห็นตรงกัน แต่จะมีบ้างในเรื่องการเมืองที่เห็นว่านโยบายบางอย่างยังไม่ควรพูดในเวลานี้ และควรจะพูดเวลาไหน ในฐานะที่เล่นการเมืองมานานกว่า 20 ปี

หากโดนปรับออกจาก ครม.จริงๆ รับได้ไหม มันแฟร์ไหมที่ทำงานมาขนาดนี้ ?
 สำหรับผมไม่มีปัญหา ผมทำตามคำสั่ง จะให้ผมไปทำที่ไหนก็ได้ บอกให้ผมไปพักผ่อนก็ได้ ไม่มีปัญหาเลยในเรื่องการทำงาน ไม่คิดว่าเรื่องแฟร์หรือไม่แฟร์ เพราะในโลกมนุษย์เราหากอยู่มานานพอก็จะรู้ว่ามันไม่มีอะไรแฟร์หรือไม่แฟร์ เพราะแฟร์ในสายตาเราอาจจะไม่แฟร์ในสายตาคนอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องยอมรับ แต่ผมบอกว่าไม่เคยได้ยินเรื่องการปรับ ครม.หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เขาทำกัน แต่ผมไม่รับรู้ก็ได้

โพลล์ต่างๆ ก็ออกมาระบุว่าการทำงานของทีมเศรษฐกิจสอบผ่านแม้จะฉิวเฉียด มันจะมีเหตุผลอื่นที่จะทำให้ถูกปรับออกได้หรือไม่ ?
 ผมยังมองไม่เห็นว่าเราทำผิดตรงไหน ถ้าเราทำงานพลาดถึงจะมองเห็น แต่จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นว่าเราจะทำงานพลาดตรงไหน ที่ทำแล้วมันไม่ดีอย่างไร เช่น โครงการ 2,000 บาทเราอาจจะทำงานพลาดไปที่คนไปยืนรอคิว แต่ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ต้นกล้าอาชีพที่เริ่มปุ๊บ ตะกุกตะกัก คนมาบ้าง ไม่มาบ้าง มันก็ใช่เรื่องของนโยบายเป็นเรื่องของการปฏิบัติ ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขกันไป พอแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่างก็เดินได้ฉิว ดังนั้นจึงมองไม่เห็นความล้มเหลว อย่าง 2,000 บาทกลับไปดูให้ดีนะว่า การจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น ผมไม่กังวลว่าเกิดปัญหาเพราะเงินถึงมือประชาชนทุกคน ไม่มีการโกง และถือว่านโยบายดี และไปหยุดชะงักในช่วงเดือนเมษายน ที่เกิดปัญหาทางการเมือง

แรงบีบจากภาคธุรกิจกับแรงบีบทางการเมืองของพรรคร่วมอันไหนน่ากลัวกว่ากัน ?
 ที่น่ากลัวที่สุดคือแรงบีบจากภาคเศรษฐกิจ หาก ครม.เศรษฐกิจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ผมว่าก็ต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาทำแทนเท่านั้น ผมไม่กลัวแรงบีบจากพรรคร่วม

มีการมองว่าเหตุที่พรรคยังไม่กล้าปรับออก เพราะได้แบ็กดี ?
 (หัวเราะ) ทุกอย่างมันต้องมีเหตุผลน่า ถามว่าหากวันนี้จับได้ว่าผมไปโกง ก็เอาผมออก ไปจับได้ว่าวันนี้ผมไม่ทำงานเลย ก็เอาผมออก ไปจับได้ว่าทุกอาทิตย์ผมหาเรื่องเดินทางไปต่างประเทศ แล้วขนคนไปที 10-20 คน ก็เอาผมออก เมื่อจับได้ว่าผมมีบริษัทเยอะแยะ และเอามาฮั้วประมูลงาน ก็เอาผมออก แต่วันนี้ผมทำสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า แล้วจะเอาผมออกเพราะผมดูเงินงบประมาณละเอียดเกินไป ผมว่ามันก็เป็นเหตุผลที่แปลกนะ ผมเลยไม่มีความหนักใจ ก็เลยคิดว่ามันไม่ใช่เหตุผล

คิดว่าหากถูกปรับออกจาก ครม.จริงๆ พรรคประชาธิปัตย์จะต้องอธิบายกับสังคมอย่างไร ?
 รอให้ผมถูกปรับออกก่อน (หัวเราะ) บอกได้คำเดียวว่า “ไม่มีทาง”

 บัญชา แข็งขัน