
'นิคม'ปัดล็อบบี้สว.ถอน'สุเทพ'
'นิคม'ปัด ล็อบบี้ สว. ถอดถอน'สุเทพ'สารภาพถอดยาก แนะแก้กฎหมายปรับสัดส่วนเหตุ 3 ใน 5 สูงเกินไป ด้าน 'ปปช. - สุเทพ' แถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อวุฒิสภาแล้ว ชี้ชะตา 18 ก.ย.นี้
17 ก.ย.55 นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกระแสข่าวการล็อบบี้ สว. ในการพิจารณาถอดถอนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ว่า คงไม่มีเรื่องนี้ ซึ่งการประชุมในวันนี้ เป็นการแถลงปิดสำนวนของผู้ร้องและผู้ถูกร้องแล้ว โดยในวันที่ 18 ก.ย.นี้ จะมีการลงมติถอดถอนในเวลา 11.00 น. ซึ่งก่อนลงมติที่ประชุมจะคัดเลือกคณะกรรมการการลงคะแนน 10 คนโดยการจับฉลาก จากนั้นจะลงคะแนนลับในบัตรที่มีช่องให้กากบาทว่า ถอดถอนกับไม่ถอดถอน ซึ่งยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างยุติธรรม เป็นไปตามหลักการข้อเท็จจริงที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้แถลงต่อที่ประชุม ส่วนกระแสข่าวการล๊อบบี้ สว.นั้น เชื่อว่า สมาชิกวุฒิสภา มีวุฒิภาวะ ซึ่งตนยังไม่เห็นว่ามีการล๊อบบี้ แม้จะมีข่าวออกมาแต่เชื่อว่าความถูกต้องก็จะปรากฏออกมาในวันพรุ่งนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระบวนการถอดถอนมีหลายครั้งแต่ไม่เคยถอดถอนได้ เพราะเสียงไม่เพียงพอ นายนิคม กล่าวว่า การถอดถอนทำไม่ได้ เพราะที่มาของ สว.แตกต่างกัน รวมทั้งจำนวนสัดส่วนของเสียงที่ใช้ถอดถอนสูงเกินไป หากต้องการเทียบมาตราฐานการถอดถอนตามหลักการสกัดยับยั้งการทุจริตหรือการประพฤติมิชอบนั้น สัดส่วนควรลดลง เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะไม่มีโอกาสถอดถอนใครได้ และจะทำให้เหมือนเป็นสภาตรายาง ซึ่งการถอดถอนนายสุเทพ ที่ต้องใช้เสียง 3 ใน 5 ของจำนวน สว.ทั้งหมด 146 คน ก็ต้องใช้เสียงถอดถอน 88 เสียง ก็คงจะยาก
"สัดส่วนของจำนวนเสียงและที่มาของ สว. ไม่มีทางจะถอดถอนใครได้ และยากมากที่สมาชิกจะลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกันหมด ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ตนจะเสนอปัญหาเรื่องนี้ด้วย ซึ่งตราบใดที่ยังใช้สัดส่วนเช่นนี้ก็ไม่สามารถจะถอดถอนใครได้" นายนิคม กล่าว
“ปปช. - สุเทพ” แถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อวุฒิสภาแล้ว ชี้ชะตา 18 ก.ย.นี้
เมื่อเวลา 10.25 น. ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณากระบวนการดำเนินการถอดถอนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 273 หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) มีมติชี้มูลความผิด กรณีที่นายสุเทพ ได้ใช้อำนาจของรองนายกฯ แทรกแซงการทำหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีส่งบุคคลเข้าไปขอช่วยราชการ จำนวน 19 คน ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าวเป็นการรับฟังคำแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาของ ฐานะผู้กล่าวหา และนายสุเทพ ในฐานะผู้กกล่าวหา
โดยนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ปปช. ตัวแทน ปปช. แถลงปิดคดีต่อที่ประชุมวุฒิสภา ว่า นายสุเทพ ได้ใช้อำนาจที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 (1) จริง อย่างไรก็ตามในการชี้แจงของ สส. ที่มีรายชื่อเสนอให้ช่วยเหลือ ระบุว่าไม่ใช่เป็นความประสงค์ และไม่ได้แสดงเจตนาที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากไม่ใช่นโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ตามความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวของนายบวรศักดิ์ อุวรรโณ อดีตเลขาคณะรัฐมนตรี ฐานะพยาน ใช้คำว่าไม่น่าจะขัด ซึ่งหมายความว่าไม่ยืนยัน อีกทั้งเรื่องดังกล่าวเป็นความเห็นเชิงวิชาการ ซึ่ง ปปช. จะรับฟังหรือไม่ก็ได้
นายกล้านรงค์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ผู้ถูกกล่าวหายกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ใน 2 เรื่องมาโต้แย้ง คือ 1.ประเด็นที่ นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ทำหนังสือถึงนายกฯ เพื่อเร่งรัดให้ดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ 2. กรณีของ พล.อ.ต.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ฐานะ ผอ.ศปภ.ตั้ง สส.ไปช่วยงานในศปภ. ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกัน ดังนั้นผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีผลผูกพันใดๆ อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่า ปปช.ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้จะไม่เสียใจหากการตัดสินตรงข้ามกับการชี้มูลของ ปปช.
ด้านนายสุเทพ แถลงว่าในรายงาน ของ ปปช. ที่เสนอต่อวุฒิสภาไม่ได้ยืนยันว่าการกระทำของตนนั้นเป็นการทำทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สำหรับความเห็นของ นายบวรศักดิ์ ที่ระบุในหนังสือว่าการส่ง สส. ไปช่วยงานในกระทรวงวัฒนธรรม ไม่ถือว่าเป็นการก้าวก่ายแทรกแซง เพราะการช่วยงานดังกล่าว อาจเป็นกรณีที่รัฐมนตรีต้องติดต่อกับคนในพื้นที่ และให้ สส.ช่วยประสานงานคนในพื้นที่ ช่วยอภิปรายนับสนุนกฎหมายของ กระทรวงวัฒนธรรม นอกจากนั้นแล้วยังมีความเห็นที่ ปปช. ไม่รับฟังอีก คือ ความเห็นของนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฐานะพยาน ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ตนทำหนังสือถึงกระทรวงวัฒนธรรมนั้นไม่ขัด เพราะเป็นการช่วยงาน ไม่ได้แทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ หรือได้ค่าตอบแทนประโยชน์อื่นใด และรายงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ปปช. ที่ให้ความเห็นการกระทำของตนไม่มีมูลความผิดตามที่กล่าวหา ทั้งนี้ ปปช. ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการกระทำของตนได้สร้างความเสียหายให้กับรัฐอย่างไร
“ไม่ว่าสถานะเหมือนหรือต่างกัน การตีความ หรือใช้กฎหมาย น่าจะต้องเป็นหลักเป็นบรรทัดฐานเดียวกันทุกสถานการณ์ ผมหวังให้ สว. พิจารณา คำวิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นเจตนารมย์ และการตีความและการใช้กฎหมายที่ได้พูดถึงเจตนารมย์ บทบาท หน้าที่ของ สส. และผลประโยชน์ขัดกันหรือไม่ คิดว่า สว.พิจารณาลึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ ที่องค์กรอื่นต้องยึดถือเพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ อย่างไรก็ตามไม่ว่าประเด็นนี้จะออกมาอย่างไร ผมเคารพดุลยพินิจ ของ สว.” นายสุเทพ แถลงปิด
จากนั้นนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ฐานะประธานในที่ประชุม กล่าวต่อที่ประชุมว่า ตนขอนัดให้มีการลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอดนายสุเทพในวันที่ 18 ก.ย. เวลา 11.00 น. ทั้งนี้ขอให้ สว.มาประชุมตรงเวลา สำหรับการลงคะแนนจะเป็นการลงคะแนนลับในคูหา



