
ศาลชี้'พัน คำกอง'ดับจากกระสุนทหาร
ศาลชี้ 'พัน คำกอง' แท็กซี่เสื้อแดง ตายจากกระสุนทหารที่ยิงใส่รถตู้ ซึ่งวิ่งฝ่าเข้าพื้นที่ ด้าน'ธาริต'ชี้ปมแท๊กซี่แดงเสียชีวิตเหตุกระชับพื้นที่เป็น'คดีฆาตกรรม' ขณะที่ 'สุกำพล'ไม่รู้เรื่องศาลตัดสิน'พัน คำกอง'ตายเพราะกระสุนทหาร
วันที่ 17 ก.ย.55 เวลา 10.30 น. ศาลอ่านคำสั่งการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คดีหมายเลขดำ อช.2/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และนางหนูชิด คำกอง ภรรยาผู้ตาย ร่วมเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชันสูตรการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง ชาวจังหวัดยโสธร อาชีพขับรถแท็กซี่แนวร่วม นปช.เพื่อทำคำสั่ง แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด รวมถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งนายพัน เสียชีวิตหน้าคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟแอร์พอร์ทลิงค์สถานีราชปรารภ เมื่อกลางดึกของวันที่ 15 พ.ค.53 ระหว่างเหตุการณ์ทหารกระชับพื้นที่ราชประสงค์ สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกรณีนี้ถือเป็นสำนวนแรกที่ศาลได้มีคำสั่ง
ทั้งนี้ โดยคำร้องคดีนี้ สรุปว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค. - 19 พ.ค.53 มีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนปช. เพื่อให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา ซึ่งชุมนุมอยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศและสี่แยกราชประสงค์ ต่อมานายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศ พ.ร.ก.บริหารสถานราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพื่อควบคุมผู้ชุมนุมและมีการตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และแต่งตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ ต่อมามีการประกาศห้ามใช้ ถ.ราชปรารภ ตั้งแต่สี่แยกประตูน้ำ - สี่แยกมักกะสัน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมพื้นที่ พร้อมติดป้ายเขตใช้กระสุนจริง กระทั่งเมื่อค่ำวันที่ 15 พ.ค.53 นายสมร ไหมทอง จะขับรถยนต์ตู้ กลับบ้านพักผ่าน ถ.ราชปรารภ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ทหารประกาศให้หยุดรถ แต่นายสมร ขับรถไปต่อถึงบริเวณสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ทลิงค์ เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้ใช้อาวุธยิงรถตู้หลายนัดทำให้นายสมร ได้รับบาดที่ลำตัวด้านหลัง ส่วนนายพัน ถูกกระสุนยิงเสียชีวิตที่หน้าสำนักงานขายคอนโดมิเนียมไอดีโอ อันเป็นการตายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ตายเป็นใครตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.150
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนแล้ว รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค.53 - 19 พ.ค.53 มีการชุมนุมทางการเมืองของ นปช.ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศและบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภา โดยระหว่างมีการชุมนุม นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเพื่อควบคุมสถานการณ์ชุมนุมแล้วแต่งตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.ศอฉ. โดยมีการประกาศห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือใช้ยานพาหนะใดๆ เข้าออกในเส้นทางที่กำหนดเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่บริเวณ ถ.ราชปรารภตั้งแต่สี่แยกประตูน้ำ - สี่แยกมักกะสัน โดยมีเจ้าพนักงานทหารจากทหารปืนใหญ่ที่ 31 และกองพันทหารราบที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมเส้นทางการคมนาคมในบริเวณดังกล่าว และมีการปิดแผ่นป้ายข้อความว่า “เขตใช้กระสุนจริง”
โดยการไต่สวน พ.ท.วรกานต์ ฮุ่นตระกูล ผู้บังคับการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 31 รักษาพระองค์ เบิกความว่า วันที่ 14 พ.ค.53 หลังเวลา 20.00 น. มีคนร้ายยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 เข้าไปบริเวณที่ พ.ท.วรกานต์ รับผิดชอบ และมีวิทยุเครือข่ายทหารแจ้งว่าให้ระวังรถยนต์ตู้สีขาว อาจมีการทำคาร์บอมหรือขนอาวุธสงครามใช้ทำร้ายทหาร เช่นเดียวกับที่ ร.อ.เสริมศักดิ์ คำละมูล ผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่ที่ 31 รักษาพระองค์ เบิกความว่า ได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาให้สังเกตรถยนต์ตู้ จะมีการขนอาวุธ ซึ่งวันเกิดเหตุ เวลาเที่ยงคืน มีรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุขับไปจอดที่หน้าปากซอยราชปรารภ 8 จึงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้รถยนต์ตู้แล่นกลับไปในทิศทางเดิมหรือเลี้ยวซ้ายไปทางประตูน้ำและต่อจากนั้นได้ใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนรถประชาสัมพันธ์ประกาศให้ทราบอีกครั้ง รวมเวลาที่รถยนต์ตู้จอดอยู่ประมาณ 30 นาที
ซึ่งที่ ร.อ.เสริมศักดิ์ ระบุว่าเห็นรถยนต์ตู้จอด 30 นาที ศาลเห็นว่าเป็นเวลานานพอสมควรที่ทหารซึ่งควบคุมสถานการณ์ขณะนั้นสามารถดำเนินการบางอย่างเพื่อให้ทราบว่ารถยนต์ตู้ดังกล่าวมีพฤติการณ์ตามที่ได้ข้อมูลมาหรือไม่ แต่เจ้าพนักงานทหารก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร กลับปล่อยให้รถตู้แล่นเลี้ยวขวาไปทางสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ทลิงค์ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ควบคุม ส่วนที่ ร.อ.เสริมศักดิ์ , ส.อ.วรกร ผาสุกหรือผาสุก , ส.อ.ชิตณรงค์ สุดชัย ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ กลับยืนยันว่าขณะมีการระดมยิงรถตู้ ไม่มีใครเห็นและไม่ทราบว่าใครเป็นคนยิง พยานดังกล่าวเบิกความขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและเหตุผลซึ่งในเอกสารสรุปสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ทหารไม่ปรากฏว่าวันเกิดเหตุจะมีการทำคาร์บอมหรือขนอาวุธ
ขณะที่นายคมสันติ ทองมาก ผู้สื่อข่าวสำนักเนชั่นทีวี เบิกความว่า ได้ยินเสียงประกาศของเจ้าพนักงานทหารและได้ยินเสียงปืนดัง จึงใช้กล้องถ่ายภาพบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตัดต่อ ซึ่งนายคมสันติ รวมทั้ง ร.ต.อ.สากล คำยิ่งยง และ ส.อ.ชิตณรงค์ สุดชัย ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ ยืนยันทำนองเดียวกันว่า ช่วงที่ทหารเข้าควบคุมพื้นที่ การเข้า-ออกต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานทหารก่อน แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถเข้าออกได้เว้นแต่ได้รับอนุญาต ขณะเกิดเหตุบริเวณดังกล่าวไม่มีประชาชนผู้ชุมนุม ไม่มีผู้ใดเห็นชายชุดดำถืออาวุธปืน มีเพียงผู้สื่อข่าวจากสำนักพิมพ์ต่างๆ และเจ้าพนักงานเท่านั้น
นอกจากนี้ยังได้ความจาก ร.อ.เกริกเกียรติ เจ้าหน้าที่ทหารอีกนาย เบิกความด้วยว่าบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีชายชุดดำ และช่วงเกิดเหตุไม่มีใครกล้าเข้ามา นอกจากนี้ พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ เบิกความยืนยันด้วยว่า ในบริเวณที่กั้นลวดหนามตำรวจไม่สามารถเข้าไปได้หากจะเข้าไปต้องถูกตรวจค้น ในช่วงดึกพยานคอยบอกประชาชนว่าอย่าเข้าไปใน ถ.ราชปรารภเพราะอาจถูกทหารยิง จึงเชื่อได้ว่าในที่เกิดเหตุมีเพียงทหารที่สามารถถืออาวุธปืนได้เท่านั้น โอกาสที่จะมีคนร้ายหลายคนพร้อมอาวุธปืนผ่านเข้าไปในพื้นที่ควบคุมดังกล่าวย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ตำรวจยังไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ จึงเป็นการยากยิ่งที่จะมีคนร้ายหลายคนเล็ดรอดเข้าไปใช้อาวุธปืนจำนวนหลายกระบอกระดมยิงใส่รถตู้ได้ แม้แต่รถพยาบาลและรถมูลนิธิต่างๆยังถูกคำสั่งให้ถูกตรวจค้นอย่างเคร่งครัด ทั้งมีการปิดประกาศของเจ้าพนักงานทหารประกาศแจ้งโดยชัดเจนว่าบริเวณดังกล่าวเป็นเขตใช้กระสุนจริง และจากการตรวจที่เกิดเหตุพบว่าวิถีลูกกระสุนปืนยิงในระนาบเดียวกับพื้นถนน ไม่ได้มีแนวยิงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำและวิถีลูกกระสุนที่รถยนต์ตู้ก็มีวิถีลูกกระสุนไปในแนวลักษณะเดียวกัน พ.ต.ท.สมิต เห็นว่ารถยนต์ตู้ที่ถูกยิงแล่นไปในแนวเดียวกับบังเกอร์ของทหารที่เชื่อมโยงไปถึงจุดที่ผู้ตายถูกยิง แนววิถีกระสุนตามแผนที่
โดยยังมีนายอเนก ชาติโกฎิ รปภ.ของคอนโดมิเนียมไอดีโอ เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนายพัน ผู้ตายมาขอพักที่สำนักงานขายคอนโดมิเนียม โดยเวลาประมาณ 24.00 น. ขณะนั่งเล่นหมากฮอสกับผู้ตายก็ได้ยินเสียงประกาศของทหารให้รถตู้หยุดแล่นเข้าไปในเขตพื้นที่ควบคุม ถ้าไม่หยุดจะยิง ต่อมามีเสียงปืนดังที่ละนัด ผู้ตายวิ่งออกไปดูเหตุการณ์ที่หน้าสำนักงานขายคอนโด จากนั้นมีเสียงอาวุธปืนดังแบบการยิงอัตโนมัติติดๆกัน ผู้ตายวิ่งกลับเข้าไปบอกว่าถูกยิงแล้วล้มลง ขณะที่พบว่านายคมสันติ ผู้สื่อข่าวซึ่งบันทึกภาพเคลื่อนไหวขณะเกิดเหตุ ก็ได้ยินเสียงประกาศเตือนของทหารให้รถยนต์ตู้หยุด แล้วได้ยินเสียงปืนทีละนัด หลังจากนั้นจึงได้บันทึกภาพเคลื่อนไหวก็ได้ยินเสียงปืนยิงแบบอัตโนมัติ
ศาลเห็นว่า นายอเนกและนายคมสันติ ทั้งสองเป็นประจักษ์พยานที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับใครมาก่อน เชื่อว่าพยานทั้งสองเบิกความตามความเป็นจริงว่ามีการประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนแล้วจึงยิงปืนทีละนัด หลังจากนั้นจึงระดมยิงแบบอัตโนมัติ แม้ว่านายสมร จะอ้างว่าก่อนถูกระดมยิงไม่ได้ยินเสียงประกาศเตือนและถูกระดมยิงใส่รถยนต์ตู้จากทางด้านหน้าด้านซ้ายและขวาโดยไม่เห็นคนยิง
ซึ่งจากการประกาศแจ้งเตือนและการยิงปืนดังกล่าว ทำให้ผู้ตายวิ่งไปหน้าสำนักงานคอนโดมิเนียมเพื่อยืนดูเหตุการณ์ จึงทำให้ถูกลูกกระสุนปืนที่บริเวณหน้าอกซ้ายใต้ราวนม แฉลบทะลุไปถูกต้นแขนซ้ายและเส้นเลือดใหญ่ฉีกขาด เสียเลือดมากถึงแก่ความตาย โดย พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม ผู้ชันสูตรพลิกศพผู้ตายและผ่าชันสูตรศพ พบลูกกระสุนปืนรูปร่างปลายแหลมหุ้มทองเหลืองที่ต้นแขนซ้าย ที่เป็นสาเหตุแห่งการตาย
ขณะที่ พ.ต.ท.ธนงศักดิ์ บุญมาก ผู้ตรวจลูกกระสุนปืนที่ได้จากศพ และว่าที่ พ.ต.อ.สุพจน์ เผ่าถนอม ผู้เชี่ยวชาญศพด้านอาวุธปืน เบิกความว่า ลูกกระสุนปืนที่พบจากศพ เป็นส่วนประกอบของกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 หรือ 5.56 มม. ซึ่งใช้กับปืนความเร็วสูงชนิดเอ็ม 16 รุ่น เอ 2 แต่อาจนำไปใช้กับปืนเอ็ม 16 รุ่น เอ 1 ได้ และเป็นอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามมีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ากระสุนปืนแกนเหล็กหุ้มตะกั่ว หากใช้กับอาวุธปืนเอ็ม 16 รุ่น เอ 1 จะทำให้ประสิทธิภาพไม่เท่ากับใช้กับอาวุธปืนเอ็ม 16 รุ่น เอ 2 หรืออาจใช้กับอาวุธปืนทาโว่ ทาร์ หรืออาจใช้กับอาวุธปืนเอชเค 33 หรืออาวุธปืนไรเฟิล ก็ได้
นอกจากนี้ เมื่อดูภาพถ่ายรถตู้ พบว่าบริเวณตัวถังด้านหน้า ด้านซ้าย-ขวา มีร่องรอยถูกลูกกระสุนปืนจำนวนหลายแห่งและหลายชนิดแตกต่างกัน แสดงว่ามีผู้ร่วมยิงหลายคนใช้อาวุธปืนยิงจากอาวุธปืนหลายกระบอกและใช้กระสุนปืนต่างชนิดกัน ขณะที่ภาพเคลื่อนไหว พบว่ามีทหารบางส่วนกำลังนั่งเล็งอาวุธปืนไปที่รถตู้พร้อมจะยิง จึงเชื่อว่าช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีการยิงต่อสู้ระหว่างคนร้ายที่โจมตีด่านจุดตรวจหรือมีการปะทะกับเจ้าพนักงานทหาร ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณได้รับรายงาน เพราะถ้ามีการโจมตีจริงก็น่าจะปรากฏอยู่ในสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ทหาร และเชื่อว่าถ้ามีเหตุการณ์ต่อสู้ตามที่อ้างจริง พ.อ.พงศกร อาจสัญจร , พ.ท.วรการ และนายทหารอื่นคงไม่นิ่งเฉยปล่อยให้มีคนร้ายโจมตีโดยไม่สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตอบโต้ หลังเหตุการณ์สงบลงมีเจ้าพนักงานทหารหลายนายถืออาวุธปืนเอ็ม 16 เดินไปดูที่รถยนต์ตู้ ไม่มีลักษณะของความเกรงกลัวหรือระวังตัวว่าจะถูกคนร้ายลอบยิงหรือทำร้าย ทั้งที่ทหารอ้างว่ามีการถูกระดมยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่ก่อนเกิดเหตุ ส่วนนายสมร ยอมรับว่าหลังเสียงปืนสงบได้ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือแล้วมีเจ้าพนักงานทหารเข้าไปทุบกระจกรถเพื่อช่วยนำตัวออกจากรถตู้
จากพฤติการณ์ต่างๆดังกล่าว เชื่อว่าวันเกิดเหตุกลุ่มที่ร่วมระดมยิงใส่รถตู้คันเกิดเหตุ ด้วยอาวุธปืนใช้ในราชการสงครามนั้นเป็นทหาร แม้ไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าผู้ตายถูกลูกกระสุนปืนของผู้ใดแต่บริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าวเป็นพื้นที่ควบคุมของทหารที่ควบคุมพื้นที่ทั้งสองฝั่งถนนในที่เกิดเหตุ สภาพรถยนต์ตู้ก็ถูกยิงจากด้านหน้า ด้านซ้าย-ขวา ซึ่งช่วงเกิดเหตุไม่มีคนร้ายเข้าไปในลักษณะยิงปะทะต่อสู้กับทหาร คงมีเพียงทหารที่สามารถใช้อาวุธปืนยิงรถตู้เพราะฝ่าฝืนคำสั่งที่ประกาศเตือนไม่ให้แล่นเข้าไปในพื้นที่ควบคุม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับผู้ตายวิ่งออกไปดูเหตุการณ์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าลูกกระสุนปืนที่พบในศพผู้ตายกับในตับของนายสมร คนขับรถตู้ เป็นกระสุนขนาด เดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบวิถีกระสุนจากศพผู้ตายกับวิถีกระสุนจากรถยนต์ตู้อยู่ในแนวเดียวกันกับตำแหน่งเจ้าพนักงานทหารที่ควบคุมพื้นที่
ส่วนว่าที่ พ.ต.ท.นพสิทธิ์ อัครนพหงส์ , พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ ยาคุ้มภัย , พ.ต.ท.ธีรนันต์ นคินทร์พงษ์ , พ.ต.ท.(หญิง) วรการ ขุทกาฬา , พ.ต.อ.พิภพ ไกรวัฒนพงศ์ และว่าที่ ร.ต.อ.สุพัตรา ถนอมวงศ์ ผู้ตรวจอาวุธปืนเล็กกลแบบเอ็ม 16 ที่ส่งไปจาก ป.พัน 31 รอ. หรือ ร.1พัน 3 รอ. ก็ดี เพื่อพิสูจน์อาวุธปืน แม้ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าไม่มีอาวุธปืนกระบอกใดตรงกับอาวุธปืนที่ใช้ยิงลูกกระสุนที่พบในศพผู้ตายแต่ก็เป็นการตรวจหลังเกิดเหตุเป็นเวลานาน ซึ่งตามระเบียบราชการก่อนมีการเก็บรักษาอาวุธปืนที่ใช้หลังการยิงทุกครั้งต้องมีการทำความสะอาดอาวุธปืนทุกครั้ง การทำความสะอาดแต่ละครั้งย่อมทำให้ร่องรอยพยานหลักฐานจากอาวุธปืนกระบอกนั้นๆเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงอะไหล่ในส่วนสำคัญของอาวุธปืนได้ จนทำให้วัตถุพยานผิดข้อเท็จจริงลำพังผลการตรวจอาวุธปืนดังกล่าวจึงไม่ทำให้ผลการรับฟังข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป
ศาลจึงมีคำสั่งว่า ผู้ตายชื่อนายพัน คำกอง เสียชีวิตหน้าสำนักงานขายคอนโดมีเนียมไอดีโอ ถ.ราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กทม.เมื่อวันที่ 15 พ.ค.53 เวลากลางคืน เหตุและพฤติการณ์ที่ตายเกิดจากการถูกลูกกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 มม. จากอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงคราม ซึ่งเจ้าพนักงานทหารร่วมกันยิงไปที่รถตู้หมายเลขทะเบียน ฮค-8561 กทม. ที่มีนายสมร ไหมทอง เป็นผู้ขับ แล้วลูกกระสุนปืนไปถูกผู้ตายถึงแก่ความตายในขณะเจ้าพนักงานทหารกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบปิดล้อมพื้นที่ควบคุมตามคำสั่ง ศอฉ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการฟังคำพิพากษาวันนี้มีนางหนูชิต และ น.ส.นิตยา ภรรยาและบุตรนายพัน เดินทางมาฟังคำพิพากษาร่วมกับญาติพี่น้อง รวมทั้งยังมีพนักงานอัยการผู้ร้อง นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช. นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีราชชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. พร้อมผู้ติดตามจำนวนหนึ่งเดินทางมาให้กำลังใจ ซึ่งหลังจากศาลมีคำสั่งในคดีนี้แล้ว ทางพนักงานอัยการผู้ร้องจะนำคำสั่งศาลทั้งหมดส่งกลับไปให้พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นผู้ทำสำนวนการสอบสวนเสียชีวิตในเหตุการณ์สลายชุมนุมเพื่อดำเนินการต่อไป เนื่องจากการยื่นคำร้องขอไต่สวนชันสูตรศพเป็นเพียงหนึ่งในขั้นตอนกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือดีเอสไอ ที่ได้รวบรวมหลักฐานการเสียชีวิตเสื้อแดง 91 ศพ หากรวบรวมพยานหลักฐานได้ชัดเจนจะต้องทำสำนวนยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาต่อไป
ภายหลังร่วมฟังคำสั่งแล้ว นางหนูชิต ภรรยาของนายพัน คำกอง ผู้ตาย กล่าวว่า มีความรู้สึกโล่งใจกับคำสั่งศาลที่ออกมาในวันนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าเหตุการณ์ในวันนั้นมีแต่เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยตนไม่อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐนั้น เรียกกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ว่าผู้ก่อการร้าย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็เห็นแล้วว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่กลุ่มผู้ชุมนุมแต่อย่างใด ส่วนการดำเนินการทางคดีจะยังมีการดำเนินการต่อ แต่ต้องรอเวลาที่เหมาะสม ขณะที่ในส่วนของตนได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลมาแล้ว 3.5 ล้านบาท แต่ก็ต้องแบ่งให้ญาติฝ่ายสามี
ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า มีความยินดีกับคำสั่งศาลที่ออกมาในวันนี้ โดยรู้สึกว่ายังมีความยุติธรรมอยู่ในเมืองไทย ซึ่งจะต้องทำให้ความจริงปรากฏและก็ไม่จำเป็นว่าความจริงนั้นจะต้องถูกใจทุกคน ต้องการให้คดีเสื้อแดงคดีอื่นดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น และถือว่าคำสั่งคดีที่ออกมานั้นจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีของคดีอื่นด้วย ซึ่งเชื่อมั่นทุกคดีจะต้องดำเนินการต่อไป
นางธิดา ยังกล่าวถึงการเยียวยาของรัฐบาล ด้วยว่า นปช.จะไม่ก้าวก่ายในเรื่องนี้ แต่กรณีที่ยังมีผู้ที่ไม่ได้รับการเยียวยาก็อยากให้มีการเยียวยา เพราะสาเหตุที่เกิดขึ้นก็ล้วนมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
ขณะที่ น.พ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า คดีนี้ไม่มีชายชุดดำเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเข้าให้การว่ามีกลุ่มชายชุดดำอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งจากคำสั่งศาลในวันนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐและไม่มีกลุ่มชายชุดดำเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยตนจะจับตาดูท่าทีของนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ต่อไป
“ธาริต” ชี้ปมแท๊กซี่แดงเสียชีวิตเหตุกระชับพื้นที่เป็น"คดีฆาตกรรม"
เมื่อเวลา 10.45 น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญานัดไต่ส่วนคำร้องชันสูตรพลิกศพ คดีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่ส่วนการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง ผู้ขับรถแท็กซี่ และผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ถูกยิงเสียงชีวิตหน้าคอนโดมีเนียม ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ สถานีราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2553 ระหว่างเหตุการณ์กระชับพื้นที่บริเวณย่านราชประสงค์ ในวันนี้ ว่า ตนไม่กังวลในคดีดังกล่าว เพียงแต่เป็นห่วงความรู้สึกของคนบางกลุ่มท่ามกลางความขัดแย้งของสังคม แม้ว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่จะออกมานั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับกันทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความสงบสุข เพราะว่าองค์กรศาลยุติธรรมถือเป็นองค์กรสูงสุดของประเทศเราแล้ว จึงอยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายเคารพ และยอมรับในความยุติธรรมที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ อย่างไรก็ตามถือว่าคดีนี้เป็นคดีแรกจาก จำนวน 36 ศพ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งไปยังตำรวจนครบาล เพื่อให้อัยการยื่นคำร้องไต่สวนต่อศาล ซึ่งคดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่เป็นปฐมบทสำคัญ และเชื่อว่าคดีต่อๆไปของศาลก็จะรวดเร็ว และเด่นชัดมากขึ้น สำหรับกรมสอบสวนคดีพิเศษก็มีความพร้อมที่จะนำเอาคำสั่งของศาล เพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งเราจะเรียกคดีต่อไปนี้ว่าเป็นคดีฆาตกรรม โดยอาศัยการไต่สวนของศาลที่จะมีคำสั่งในวันนี้เป็นคดีปฐมบท
“ไม่ว่าคำสั่งของศาลจะออกมาทางใด ดีเอสไอก็จะดำเนินการต่อเนื่องไป คิดว่าข้อยุติของศาลในวันนี้ก็จะทำให้หลายฝ่ายสบายใจว่า เราได้ความยุติธรรมกลับมาโดยข้อยุติของศาลแล้ว ความผิดถูกจะเป็นอย่างไรคงต้องดูกันต่อไป ผมเชื่อว่าสังคมส่วนมากจะรับได้ เพราะเป็นข้อยุติของศาลยุติธรรม ถ้าเราไม่เชื่อในศาลแล้วก็คงไม่มีอะไรที่จะยึดเหนี่ยวได้แล้ว”นายธาริต กล่าว
"สุกำพล"ไม่รู้เรื่องศาลตัดสิน"พัน คำกอง"ตายเพราะกระสุนทหาร
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีศาลอาญาตัดสินคดีการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง เเนวร่วมนปช.ที่เสียชีวิตด้านหน้าสำนักงานขายคอนโดมิเนียมไอดีโอ ถ.ราชปรารภ แขวงมักกะสัน เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2553 ด้วยกระสุนปืนขนาด .223 นิ้ว หรือขนาด 5.56 มม. ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงคราม ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารใช้ยิงใส่รถตู้ซึ่งวิ่งฝ่าฝืนเข้ามาในพื้นที่ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องเลย ศาลว่ามาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เมื่อถามว่าจะดูเเลทหารในฐานะออกไปฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างไร รมว.กลาโหมกล่าวว่า ต้องดูเเลอยู่เเล้ว
ส่วนการเเก้ไขปัญหาจังหวัดชายเเดนภาคใต้นั้น จะมีการปรับเเผนหรือไม่ เพราะวันที่ 18 ก.ย.นี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมาพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือการเเก้ไขปัญหาข้างต้น รมว.กลาโหมกล่าวว่าไม่มี ไม่ปรับ เหมือนเดิม



