ข่าว

ผนึกมิตรดูแลผู้บริโภค-สู่วาระแห่งชาติ

ผนึกมิตรดูแลผู้บริโภค-สู่วาระแห่งชาติ

17 ก.ย. 2555

สัมภาษณ์พิเศษ : 'จิรชัย มูลทองโร่ย' ผนึกมิตรดูแลผู้บริโภค-ดันสู่วาระแห่งชาติ : โดย...อนัญชนา สาระคู

            การละเมิดสิทธิผู้บริโภคในปัจจุบันยังมีอยู่มาก และหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่เมื่อเร็วๆ นี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แต่งตั้ง "นายจิรชัย มูลทองโร่ย" ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) คนใหม่ และนสพ."คม ชัด ลึก" ได้สัมภาษณ์ถึงนโยบายในการทำงานจากนี้

 

ชูทำงานแบบบูรณาการ

 

            นายจิรชัยกล่าวว่า สไตล์การทำงานของตนจะเน้นทำงานเป็นแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ให้ช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งประกอบไปด้วยสามเส้า ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และจะออกไปติดตามงานในเรื่องภายนอกที่เกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภคให้มากขึ้น เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาลล่าสุดนั้น สคบ.ได้เข้าไปประสานกับเจ้าของพื้นที่ในการเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อน เพราะถือว่าเป็นเรื่องสิทธิของผู้บริโภคเช่นเดียวกัน

            ส่วนงานภายในจะเดินตามแนวนโยบายของ คคบ. ตลอดจนการแก้ไขปัญหาสิทธิผู้บริโภค และทำงานตามกรอบของอาเซียนที่จะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยเรื่องของอาเซียนนั้น มีกรอบการทำงานใน 3 เรื่องคือ 1. การเยียวยาข้ามพรมแดนและแก้ปัญหาเรื่องร้องทุกข์ โดยจะมีแบรนด์ของ สคบ. เป็นเครื่องหมายการันตีสร้างความเชื่อมั่นอย่างครบวงจร เช่น สินค้าจากไทยที่จะออกไปขายในอาเซียนเมื่อมีแบรนด์ของ สคบ.ก็จะการันตีในการคุ้มครองผู้บริโภคที่ครอบคลุมในอาเซียน เช่นเดียวกับสินค้าจากอาเซียนที่จะเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย หากมาขอแบรนด์ของ สคบ. ก็จะได้รับการการันตีเช่นเดียวกัน 

            2. การเรียกคืนสินค้า โดยในแต่ละประเทศจะมีฐานข้อมูลซึ่งกันและกันอยู่แล้ว หากตรวจสอบและพบว่ามีการเรียกคืนสินค้าชนิดใดในประเทศใด ก็จะมาตรวจสอบภายในประเทศไทยว่ามีสินค้าชนิดเดียวกันนั้นหรือไม่ และสุดท้ายคือ 3.การฝึกอบรมบุคลากรร่วมกัน ซึ่งในปีหน้าจะมีโครงการ ยัง คอนซูเมอร์ ลีดเดอร์ หรือผู้นำด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในเยาว์วัยของอาเซียน ที่จะจัดให้มีการประชุมในประเทศไทย

            นอกจากนี้ นายจิรชัยกล่าวว่า จะดำเนินงานผ่านนโยบาย 5 ด้านหลัก ด้านแรก คือ การขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ด้วยการมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคให้แก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติ ดังนี้คือ การทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค, การทำถูกต้องตามกฎหมายอื่นๆ และผู้ประกอบการนั้นๆ จะต้องมีการแสดงความรับผิดชอบในการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภค

            "เครื่องหมายที่มอบให้นั้นจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้ว่าเมื่อซื้อสินค้าและบริการแล้วเกิดความเสียหายขึ้น ก็จะมีการการันตีความรับผิดชอบอย่างทันท่วงที ซึ่งทางรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้ประกาศการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา"

            ด้านที่สอง คือการทำงานเป็นแบบบูรณาการ โดยจะเชิญหน่วยงานทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการและประชาชนมาช่วยกันทำงานในการคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็นรูปธรรม แยกได้เป็นภาครัฐในส่วนกลาง ที่แม้ว่าจะมีความร่วมมือกันในบางส่วนแล้ว แต่ในเชิงนโยบายมองว่าน่าจะร่วมมือกันทำงานให้มากกว่านี้ เพื่อกำหนดแผนการทำงานให้ชัดเจนขึ้น เช่นในปี 2556 การคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนของผลิตภัณฑ์สุขภาพจะมีแนวทางอย่างไร หรือการคุ้มครองด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจะทำอย่างไร เป็นต้น

            ส่วนภาครัฐในภูมิภาค มีคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในต่างจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ เป็นประธานอยู่แล้ว แต่ในอดีตผู้ว่าฯ มักจะมองว่างานนี้ถือเป็นงานฝาก แต่เรียนยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะเมื่อชาวบ้านเดือดร้อนมาผู้ว่าฯ ก็ต้องดูแลด้วย ซึ่งขณะนี้มีในหลายจังหวัด ผู้ว่าฯ ใช้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดในเชิงบูรณาการแล้ว โดยเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งเกษตรจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด และคมนาคม มาประชุมร่วมกัน แต่อีกหลายจังหวัดยังขาดการบูรณาการ จึงอยากจะเน้นตรงนี้ให้ทางจังหวัดเป็นศูนย์กลางในการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ของตน

            อย่างเช่น จ.อุดรธานี ถือว่ามีการทำงานเป็นแบบบูรณาการแล้ว ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่ออกตรวจทอง หรือตรวจสินค้าเท่านั้น แต่ได้มีการเชิญสาธารณสุขจังหวัดมาร่วมชี้แจงถึงการคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพแก่ประชาชนว่าจะทำอย่างไร มีการดำเนินงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอย่างไร ด้านคมนาคมก็เชิญมาร่วมชี้แจง เพราะที่ผ่านมาพบปัญหาการร้องเรียนเรื่องรถโดยสารจากชาวบ้านจำนวนมาก ทางคมนาคมจะมีแนวทางอย่างไรในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ ในส่วนของเกษตรก็พบว่ามีปุ๋ยปลอม ก็ดูว่าทางเกษตรจังหวัดจะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

            "ถ้าทุกจังหวัดทำอย่างนี้ ประชาชนจะมีความสุข การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคนั้นมีอีกมากมาย การตรวจทอง ตรวจฉลากสินค้าสังฆทาน เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งที่ต้องทำอย่างบูรณาการอีก รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องมีหน้าที่คุ้มครองประชาชนของตนเอง ไม่ใช่มองว่างานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นแค่งานฝาก โดย สคบ.เองจะมีอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือสนับสนุนให้"

            ส่วนกลไกของผู้ประกอบการ จะเข้าหารือ ประสานงาน เพื่อขอความร่วมมือกับองค์กรเอกชนหลักสำคัญๆ ของประเทศ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น ถือว่าหน่วยงานเหล่านี้มีสมาชิกจำนวนมากทั่วประเทศ มีเป้าหมายกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้บริโภค การไปพบปะกับภาคเอกชนเหล่านี้ก็เพราะเป็นต้นน้ำ และจะมีแนวทางดูแลสินค้าคุณภาพ และการดำเนินงานตามกฎหมายอย่างไร 

            สุดท้ายคือภาคเอกชนที่หลักๆ มี 2 กลุ่มคือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับราชการในการคุ้มครองผู้บริโภคจึงจำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกัน โดยในวันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2555 นี้ จะนำทีมเข้าหารือร่วมกับมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ว่าเป้าหมายที่มีตรงกันนั้นจะทำกิจการร่วมกันอย่างไรได้บ้าง ส่วนในภูมิภาคก็จะให้ผู้ว่าฯ ทำงานร่วมกับภาคประชาชนอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน เพราะแม้ว่าภาครัฐอาจจะติดขัดในด้านบุคลากรที่มีจำนวนน้อย และงบประมาณที่น้อย แต่เรามีภาคประชาชนที่เข้มแข็งจะทำให้การดูแลผู้บริโภคมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ผลักดันสู่วาระแห่งชาติ 

 

            นโยบายด้านที่สาม คือการผลักดันให้ คคบ.ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานบอร์ดนั้น ให้เป็นบอร์ดในการคุ้มครองผู้บริโภคของชาติ ซึ่งขณะนี้ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ของสคบ.ใหม่ด้วยว่า ต้องเป็นผู้นำในการคุ้มครองผู้บริโภคของชาติ และรองรับนานาชาติ เพราะปัจจุบันเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้น ทุกคนจะนึกถึง สคบ.ก่อนเสมอ ดังนั้น สคบ.ก็จะต้องเป็นผู้นำในการคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดให้เป็นเหมือนวาระแห่งชาติ เพราะการคุ้มครองผู้บริโภคปัจจุบันไม่ใช่ดูแลเฉพาะนาย ก หรือนาย ข เท่านั้น แต่เป็นการคุ้มครองคนทั้งประเทศ ซึ่งการผลักดันการเป็นผู้นำนี้ยังไม่มีใครทำมาก่อน โดยจะดำเนินการผ่านอำนาจของบอร์ดใหญ่คือ คคบ.

 

เจาะลึกธุรกิจขายตรง

 

            นายจิรชัยกล่าวอีกว่า นโยบายที่สี่ ตนจะเข้าไปแตะในเรื่องของธุรกิจขายตรง เพราะมองว่าธุรกิจขายตรงมีทั้งแง่บวกและลบ ในแง่บวกคือเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ และปัจจุบันมีการขยายไปสู่ต่างประเทศมากขึ้นด้วย แต่หากทำไม่ถูกต้องก็จะกลายเป็นการทำลายเศรษฐกิจของประเทศเช่นกัน ดังนั้น ในการบริหารจัดการภายใน สคบ.เองจะติดตามธุรกิจขายตรงอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมามีธุรกิจขายตรงมาขึ้นทะเบียนกับสคบ.เกือบ 900 บริษัท แต่ดำเนินธุรกิจจริงไม่ถึง 100 บริษัท ส่วนที่เหลืออีก 800 บริษัทเป็นอย่างไรยังไม่มีใครตอบได้ จึงจำเป็นต้องมีการแจ้งและติดตาม 

            อีกทั้งจะเข้าไปตรวจสอบการทำธุรกิจขายตรงด้วยว่า ได้ทำตามแผนการตลาดที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ จำหน่ายสินค้าตามที่แจ้งไว้หรือไม่ และเป็นสินค้าที่หน่วยราชการใดให้การรับรองแล้วหรือยัง

            นอกจากนี้ ยังจะไปหารือกับตัวแทน สมาคมขายตรงต่างๆ เพื่อขอรับฟังปัญหาและคำแนะนำเพื่อร่วมกันแก้ไข รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ซึ่งมีมา 10 ปีแล้วควรที่จะปรับปรุงในส่วนใดบ้าง

            สำหรับกรณีปัญหาแชร์ลูกโซ่ ที่ผ่านมา สคบ.ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น (เอ็มโอยู) ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่จะมาดูว่าเป็นเรื่องฝ่าฝืนกฎหมายที่เป็นลักษณะการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ ซึ่งแชร์ลูกโซ่นั้นจะไปคาบเกี่ยวกับพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เพราะการให้ผลตอบแทนจะต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น ถ้าลงทุนไป 1 หมื่นบาท ผ่านไป 1 เดือนได้เพิ่มอีก 1 หมื่นบาท ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่สูงเกินกำหนด เป็นความผิดตามพ.ร.ก.ดังกล่าวได้ โดยดีเอสไอเองเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบเสาะคดีจึงขอให้เข้ามาช่วยดำเนินการ 

            ในส่วนของ สคบ.เองมีพ.ร.บ.ขายตรง ควบคุมอยู่ ก็จะดูว่าเป็นการได้ผลตอบแทนจากการระดมสมาชิกหรือระดมเครือข่ายหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายถือว่าผิด เพราะการขายตรงจะต้องได้ประโยชน์จากการขายสินค้า ซึ่งตรงนี้อยากฝากประชาชนด้วยว่าหากพบเห็นสิ่งใดหมิ่นเหม่ผิดกฎหมายก็ขอให้แจ้งเบาะแสเข้ามายัง สคบ.ได้ทันที

            นโยบายด้านสุดท้ายนั้น คือการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของประชาชนที่เข้ามายังสคบ. ว่าจะดำเนินการให้มีความรวดเร็วขึ้นอย่างไร ซึ่งจะเพิ่มการไกล่เกลี่ยในชั้นเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น โดยเราจะเชิญสภาทนายความ และตำรวจ สคบ.เข้ามาร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยในชั้นเจ้าหน้าที่ ซึ่งถือว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี

 

            ทั้งนี้ มองว่าการร้องเรียนของผู้บริโภคยังมีน้อย ในขณะที่ธุรกิจที่เอาเปรียบผู้บริโภคยังมีอีกมาก จึงอยากให้ผู้บริโภคดูแลสิทธิของตนและร้องเรียนเข้ามา ส่วนการแก้ปัญหาทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน ทางผู้ประกอบการเองก็จะต้องเข้ามาดูแลด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่สามารถตัดต้นตอของปัญหาได้ทั้งหมด แต่แนวทางหนึ่งที่เราให้การส่งเสริมคือการแยกแยะว่าใครเป็นผู้ประกอบการดี ผ่านโครงการตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการเอกชน

 

 

----------------------

(สัมภาษณ์พิเศษ : 'จิรชัย มูลทองโร่ย' ผนึกมิตรดูแลผู้บริโภค-ดันสู่วาระแห่งชาติ : โดย...อนัญชนา สาระคู)