
'ถาวร'แจง'93ผู้ก่อความไม่สงบ'ขอมอบตัว
'ถาวร' ชี้เป็นนิมิตหมายที่ดี หลัง '93 ผู้ก่อความไม่สงบ' ขอเข้ามอบตัว ด้าน 'องอาจ' จี้ 'นายกฯ' ถอนพาสปอร์ต 'แม้ว' ตามคำวินิจฉัย 'ผู้ตรวจการฯ'
15 ก.ย.55 นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงการติดต่อมอบตัวของ 93 ผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ว่า อาจเป็นการจัดฉากว่า อย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน เพราะเท่าที่ติดตามทราบว่า เป็นการประสานงานจากแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งทุ่มเท การที่คนกลุ่มนี้กล้าออกมาพุดคุยเจรจากับฝ่ายทางการก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้นโยบายการเมืองนำการทหารที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำและนำนโยบายนี้มาใช้ในช่วงที่เป็นรัฐบาล พูดได้ว่าเป็นผลพวงของการใช้นโยบายมากกว่าการใช้กำปั้นเหล็ก คือการเจรจาพูดคุยปรับความเข้าใจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ส่วนในรายละเอียดของการดำเนินการก็ต้องติดตามจากฝ่ายรัฐบาลว่าจะเน้นย้ำหรือมีทิศทางอย่างไร
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการหารือร่วมกับรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ ที่นายกรัฐมนตรีเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับส.ส.ภาคใต้ที่เกี่ยวข้องไปร่วมหารือ ในวันอังคารที่18 ก.ย.นี้ ก็ยังตอบไม่ได้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่ที่ผู้มีอำนาจและบริหารที่จะรับข้อเสนอแนะ ของพรรคประชาธิปัตย์ไปดำเนินการ
“ที่สำคัญที่สุดที่เคยบอกไปแล้วคือ ความเป็นเอกภาพในการแก้ปัญหา คือต้องมีเจ้าภาพหลักเสียก่อน ไม่ใช่มอบหมาย คนโน้นที คนนี้ที แต่ไม่มีใครกล้าตัดสินใจเมื่อเผชิญเหตุ ฉะนั้น ถ้าเราเสนอการแก้ไขเต็มรูปแบบในการพูดคุยที่จะมีขึ้น ถ้าเขารับไปดำเนินการ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่เราเสนอจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไข ซึ่งที่ผ่านมาได้เคยเคยเสนอถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ไปแล้ว และร.ต.อ.เฉลิม ก็มองว่าเป็นเรื่องดีว่าจะเป็นประโยชน์ ซึ่งผมอยากให้นายกรัฐมนตรี คอยติดตาม กำชับการทำงานของรัฐมนตรีทั้ง 17 กระทรวงอย่างใกล้ชิด และเพื่อให้การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ขอให้ถอนกำลังทหารจากกองทัพภาคที่1 - 3 ออกจากพื้นที่ โดยให้ใช้กำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 4 และกองกำลังประจำถิ่นเข้ามาดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้แทน เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายถาวร กล่าว
'องอาจ'จี้'ปู'ถอนพาสปอร์ต'แม้ว'ตามคำวินิจฉัย'ผู้ตรวจการฯ'
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รมว.ต่างประเทศ (เงา )พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำวินิจฉัยถึงกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อให้ทบทวนการออกพาสปอร์ตให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ มีเวลา 30 วัน ในการโต้แย้งความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ตนคิดว่า ไม่น่าจะมีข้อมูลใหม่ที่จะโต้แย้งได้ และสิ่งที่ต้องดำเนินการทันที คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องแสดงภาวะความเป็นผู้นำ ในการเคารพความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ควรเลี่ยงบาลีไม่รับคำวินิจฉัยดังกล่าว ถ้าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำได้ ก็จะทำให้เกิดการยอมรับ และทำให้คนส่วนใหญ่มองได้ว่า สิ่งที่รัฐบาลเคยถูกมองว่า จ้องทำลายองค์กรอิสระไม่เป็นความจริง รวมถึงทำให้คำครหานินทาว่ารัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่พยายามผลักดันการออกหนังสือเดินทางให้พี่ชาย ก็ไม่เป็นความจริงด้วย
นายองอาจ กล่าวว่า นอกจากนี้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ไม่ควรลอยตัวเหนือปัญหาโยนให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และข้าราชการเป็นผู้ดำเนินการ แต่ควรจะมีส่วนสำคัญในการทำให้การปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศเป็นไปอย่างถูกต้อง
ส.ส.ปชป. แนะ 'นายกฯ' เป็นเจ้าภาพปราบโกง
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นว่า ที่ผ่านมาหลายฝ่ายได้พยายามชี้ช่องการทุจริต เช่น น้ำท่วม และจำนำข้าว แต่นายกรัฐมนตรีกลับบอกให้ผู้ชี้ช่องนำข้อมูลไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ซึ่งจะทำให้การปราบปรามการทุจริตไม่เป็นผล เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ดีเอสไอ เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม และรับใช้รัฐบาลในหลายเรื่อง
นายองอาจ กล่าวว่า ขณะที่ปปท. มีพ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการปปท.ที่มุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริต แต่กลับถูกย้ายออกจากตำแหน่ง แสดงว่าหน่วยงานเหล่านี้ไม่ใช่ความหวังของประชาชน ดังนั้นการที่รัฐบาลออกมาพูดเช่นนี้ จะยิ่งทำให้มีปัญหาการทุจริตมากยิ่งขึ้น เพราะหน่วยงานเหล่านี้ไม่สามารถทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะมีการจัดการการทุจริตอย่างจริงจัง นายกฯ ควรจะเป็นผู้นำเบาะแสการทุจริตไปจัดการกับฝ่ายการเมือง และฝ่ายข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพราะรัฐบาลมีกฎหมาย เครื่องมือเข้า ที่เข้าไปจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้



