
รู้ใช้ ไม่เป็นหนี้
รู้ใช้ ไม่เป็นหนี้ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
มีผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” โทรศัพท์มาขอคำแนะนำว่า จะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่เพิ่มมากขึ้น ปรากฏว่า “ตอบไม่ได้” เพราะข้อมูลที่ให้มา มีเพียงแค่ “มีเงิน 4 ล้าน 5 แสนบาท และมีภาระผ่อนรถเดือนละ 6 พันบาท”
ที่ตอบไม่ได้ ก็เพราะการบริหารจัดการเงินลงทุน ไม่ใช่เพียงแค่รู้ว่า ตัวเองมีเงินเท่าไหร่ แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่คนที่คิดจะ “ลงทุน” ต้องตอบคำถามให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนที่ต้องการ เรื่องของความชอบส่วนตัว ความรู้ความเข้าใจในการลงทุน รวมถึงข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอายุ ซึ่งมีผลอย่างมากสำหรับการตัดสินใจเลือกรูปแบบการลงทุน โอกาสในการหารายได้ หรือภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ข้อมูลที่น้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า จะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่เพิ่มมากขึ้น แต่ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับคำถามสั้นๆ คำถามนี้ ก็คือ เงิน 4 ล้าน 5 แสนบาทที่มีอยู่ น่าจะเพียงพอต่อการเคลียร์หนี้สินค่ารถให้เรียบร้อย ก่อนจะคิดเรื่องการทำเงินให้งอกเงย
ถ้าเลือกได้ ก็ควรเลือกที่จะ “ไม่เป็นหนี้” หรือ “ไม่มีหนี้” เป็นอย่างแรก
หลังจากจบรายการแล้ว มีเวลานั่งหาข้อมูล จนไปพบข้อมูลจากเว็บไซต์ของสถาบันพัฒนาตลาดทุน www.tsi-thailand.org <http://www.tsi-thailand.org> ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้ด้านการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีบทความและเอกสารเผยแพร่ที่น่าสนใจมากมายหลายเรื่อง (ซึ่งจริงๆ แล้วในรายการก็มักจะมีคนถามเรื่องลงทุนครั้งแรกจะต้องทำอย่างไร จะต้องรู้อะไร อยากลงทุนในหุ้น ในทองและอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งๆ ที่การหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ทำได้ง่ายๆ)
มีเรื่องน่าสนใจและสอดคล้องกับเรื่องที่เล่าตั้งแต่ต้นอยู่ 2-3 เรื่อง แต่พอสรุปได้ว่า เป็นเรื่องของการ “รู้ใช้” และ “ไม่มีหนี้”
สำหรับเรื่อง “รู้ใช้” นั้น มีกฎเหล็ก 5 ประการที่ต้องเรียนรู้เพื่อให้การใช้เงินคุ้มค่ามากขึ้น ข้อแรก ก็คือ ตั้งงบก่อนใช้ โดยการทำงบประมาณเป็นเหมือนการบังคับให้ “คิดก่อนซื้อ” จากนั้น ให้ “เปรียบเทียบก่อนซื้อ” ควรเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ ถือคติว่า “ของดี ราคาเหมาะสม”
กฎเหล็กประการที่ 3 ควร “สรุปการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ” ถึงจะเสียเวลา แต่ก็คุ้มค่าเพราะจะทำให้เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง ข้อ 4 คือ “ใช้ให้น้อยกว่าหาได้” และสุดท้าย “ไม่ใช้ก็ไม่ซื้อ” ต้องท่องไว้ว่า อย่าซื้อของเพราะโปรโมชั่นดี มีของแถม ลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ หรือเพราะเกรงใจพนักงานขาย ถ้าไม่จำเป็น ไม่ใช้ก็ไม่ซื้อ
ทั้ง 5 ข้ออาจจะดูธรรมดา และทุกสำนักมักจะบอกแบบนี้คล้ายๆ กัน แต่เอาเข้าจริง หรือพอจะลงมือทำจริงๆ ปรากฏว่า ไม่ง่ายและไม่ธรรมดาอย่างที่คิด
ที่ต้องบอกว่า น่าสนใจนั้น อยู่ที่ “ส่วนขยาย” ที่ทาง TSI จัดให้ นั่นคือ การเพิ่มเติมในส่วนของ “นิสัยใช้เงิน บอกทางเดินชีวิต” ซึ่งจุดเริ่มต้นเหมือนกัน แต่ “นิสัยการใช้เงิน” ทำให้เส้นทางของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ลองดูตัวอย่างที่เขียนไว้และนึกภาพตามว่า ถ้าเรามี “นิสัยใช้เงิน” แบบนี้แล้ว “ทางเดินชีวิต” ของเราจะเป็นแบบไหน
เริ่มจาก “หาได้ 100 ใช้ 120 แล้วยังหยิบยืมชาวบ้าน” แบบนี้ “ล้มละลายแน่นอน” แต่ถ้า “หาได้ 100 ใช้ 120” ก็เข้าข่าย “เป็นหนี้ตลอดชีวิต” ถ้าหาก “หาได้ 100 ใช้ 100 และไม่เหลือเก็บ” ทางเดินชีวิตของคนนิสัยแบบนี้ ก็จะจบลงที่ “จน ไม่มั่นคง แต่ไม่เป็นหนี้”
แต่ถ้าหาก “หาได้ 100 ใช้ 90 อีก 10 เป็นเงินออม” จะอยู่ในกลุ่ม “ชนชั้นกลาง” และถ้า “หาได้ 100 ใช้ 80 อีก 20 เป็นเงินออม” ทางเดินชีวิตของคนกลุ่มนี้ คือ “รวย มีความมั่นคง” สุดท้ายถ้านิสัยการใช้เงินเป็นแบบ “หาได้ 100 ใช้ 50 โดย 20 เป็นเงินออม อีก 30 นำไปลงทุน” ก็แน่นอนว่า จะเป็น “เศรษฐีเงินล้าน” ได้ไม่ยาก
ส่วน “สัญญาณเตือนภัยเมื่อใช้เงินเกินตัว” ให้ลองสำรวจและสังเกตว่า เรามีอาการเหล่านี้หรือไม่ เพราะหลายคนกว่าจะรู้ว่ามีปัญหาทางการเงิน ก็เกือบเอาตัวไม่รอดแล้ว
ช่วงที่เรียกว่า “เริ่มขัดสน” จะมีสัญญาณปรากฏดังนี้ นั่นคือ เงินเริ่มตึงๆ มือ รายได้เริ่มไม่พอกับรายจ่าย ต้องผ่อนชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำมา 2-3 เดือนแล้ว และต้องหยิบตรงโน้น มาโปะตรงนี้ แต่ยังพอหมุนเงินทัน
จากนั้นเป็นช่วง “ต้องทนจ่าย” ซึ่งอาการที่ปรากฏ ได้แก่ ผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตมาหลายเดือนแล้ว เริ่มจ่ายช้า ขาดจ่าย และได้รับโทรศัพท์หรือหนังสือเตือนการชำระเงินล่าช้า ช่วงสุดท้ายเป็นช่วง “กระหายเงินกู้” ที่ต้องหมุนจนหมด หยดสุดท้าย ก่อนจะเริ่มกู้ตรงโน้น มาโปะหนี้ก่อนนี้ และสุดท้ายก็ไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ต้องหยิบยืม กู้ทั้งในระบบและนอกระบบมาใช้จ่าย ซึ่งถือว่า อันตรายขั้นสุดยอดแล้ว
ปิดท้ายที่ 7 เคล็ดลับ เพื่อสุขภาพทางการเงินที่ดี ข้อแรก ต้อง ออมเงินอย่างจริงจัง หันมาใช้ชีวิตแบบ “ออมก่อน ใช้ทีหลัง” โดยออมให้พอเหมาะพอดี ไม่ตึงหรือไม่หย่อนเกินไป ข้อสอง แยกระหว่าง “ความจำเป็น” และ “ความอยาก” ก่อนตัดสินใจซื้อของชิ้นหนึ่งให้หยุดคิดก่อนว่า เป็นของจำเป็นหรือเป็นแค่ของที่อยากได้ หากซื้อแล้วคุ้มค่าหรือไม่ ใช้ได้หรือเปล่า ข้อสาม สำรองเงินยามฉุกเฉิน เพราะอาจมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ โดยควรมีเงินสำรองเอาไว้ก้อนหนึ่ง ประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพื่อรับมือกับเรื่องฉุกเฉินต่างๆ
ข้อสี่ จดทุกรายการรับจ่าย รู้เท่าทันพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง จะช่วยให้สามารถตัดค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้ ข้อห้า มุ่งมั่นใช้หนี้ เพราะหนี้จะทำให้ภูมิคุ้มกันทางการเงินย่ำแย่ลง พยายามปลดหนี้เพื่อเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินโดยเร็ว ข้อหก หาทางเพิ่มรายได้ ค้นหาความสามารถของตนเอง เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้พิเศษ หรือหาคอร์สฝึกอาชีพที่อาจทำเงินให้ได้มหาศาลในอนาคต
และสุดท้าย ลงทุนในเงินงอกเงย ลองศึกษาการลงทุนทางเลือกอื่นๆ อาทิ หุ้น หุ้นกู้ ทองคำ พันธบัตร กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยเลือกการลงทุนที่เหมาะสมภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ถ้าทำทั้งหมดนี้ มัน “มาก” และ “ยาก” เกินไป ก็ให้เริ่มจากบอกกับตัวเองทุกวันว่า จะต้อง “รู้ใช้” และ “ไม่เป็นหนี้” แล้วค่อยๆ เริ่ม อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
..............................................
(รู้ใช้ ไม่เป็นหนี้ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



