ข่าว

สื่อออนไลน์กับการตามล่าหาตัว'สี จิ้นผิง'

สื่อออนไลน์กับการตามล่าหาตัว'สี จิ้นผิง'

16 ก.ย. 2555

สื่อออนไลน์กับการตามล่าหาตัว'สี จิ้นผิง' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

                ปกติ เดือนกันยายน จะเป็นเดือนที่ผู้นำแดนมังกรทุกคนต่างมีงานล้นมือทั้งต้องต้อนรับแขกเมืองที่ทยอยเดินทางมาเยือนไม่ขาดระยะ ทั้งต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่กันยายนปีนี้อาจจะวุ่นมากเป็นพิเศษ เมื่อจู่ๆ เกิดคดีปริศนา รองประธานาธิบดี "สี จิ้นผิง" เกิดหายตัวลึกลับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน โดยยกเลิกกำหนดการที่จะต้องต้อนรับแขกเมืองคนสำคัญหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ นายลี เซียนหลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และนายเฮลเลอ ธอร์นิง ชมิดต์ นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก

                 เกือบ 2 สัปดาห์เต็มที่นายสีหายตัวปริศนา ทางการปักกิ่งต่างปิดปากเงียบสนิทไม่ยอมชี้แจงว่าเป็นเพราะอะไรนายสีจึงยกเลิกนัดหมายสำคัญๆ และขณะนี้นายสีอยู่ที่ไหนหรือกำลังทำอะไรอยู่ ส่วนสื่อทางการก็พร้อมใจกันตกข่าวนี้ ทั้งๆ ที่นายสีกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นเลขาฯ พรรคคอมมิวนิสต์จีนคนใหม่แทนนายหู จิ่นเทา หลังเสร็จสิ้นการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 18 ในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนจะรั้งตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 7 ระหว่างการประชุมรัฐสภาในเดือนมีนาคม ปีหน้า 

                  ที่สำคัญก็คือหลังการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นต้นมา ไม่เคยเกิดปรากฏการณ์ที่ผู้นำระดับสูงหายตัวไปเฉยๆก่อนหน้าการประชุมสมัชชาพรรคแค่เดือนเดียว ทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดวันประชุมได้ อันจะมีผลต่อการส่งต่ออำนาจซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีหากนายสีหายตัวเกิน 2 สัปดาห์

                   หน้าที่การขุดคุ้ยหาความจริงจึงเป็นของนักข่าวพลเมืองและสื่อทางเลือกอย่างบล็อกเกอร์ เป็นต้น

                   ทำเนียบจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งถึงกับสะเทือนเลื่อนลั่นปานปฐพีพิโรธอีกครั้ง เมื่อนักข่าวพลเมืองในแดนมังกรรายงานข่าวลึกแต่ลับสุดยอดผ่านเว็บไซต์ป๋อซุนที่มีฐานในสหรัฐ ว่ากลุ่ม "นีโอ เหมาอิสต์" หรือกลุ่มอนุรักษนิยมที่ยึดมั่นในแนวทางอดีตประธานเหมา เจ๋อตุง ได้ลงมือลอบสังหารนายสี และนาย

                   เหอ กั๋วเฉียง ผู้คุมกฎพรรค ซึ่งต่างถูกรถขนาดใหญ่พุ่งชนรถประจำตำแหน่งที่นั่งอยู่ในเวลาห่างกันแค่ชั่วโมงเดียว ทั้งสองคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทหาร 301 ในกรุงปักกิ่ง โดยนายสีวัย 59 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนนายเหอบาดเจ็บสาหัส

                   เว็บไซต์ป๋อซุนยังรายงานว่า โรงพยาบาลทหารแห่งนี้ได้เสริมมาตรการอารักขาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา บ่งบอกว่าอาจจะมีผู้ป่วยบุคคลสำคัญอยู่ภายในนั้น ก่อนหน้านี้ ซิน่า เว่ยโป ไมโครบล็อกจีนที่ได้รับความนิยมเทียบเท่าทวิตเตอร์รายงานว่าอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน กำลังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน ปรากฏว่าข่าวลือในสังคมชาวเน็ตนี้กลายเป็นข่าวจริง เมื่อสำนักข่าวซินหัวรายงานว่านายเจียงป่วยจริงแต่ไม่หนักหนาสาหัสแต่อย่างใด

                  นักข่าวพลเมืองของเว็บไซต์ป๋อซุนยังรายงานในเชิงโน้มน้าวใจให้เชื่อว่านายโจว หย่งกัง หนึ่งในคณะกรรมการประจำคณะโปลิตบุโรหรือคณะกรมการเมือง และผู้บัญชาการตำรวจจีนผู้ทรงอิทธิพล ตกเป็นผู้ต้องหาสำคัญว่าอยู่เบื้องหลังแผนลอบสังหารครั้งนี้เพื่อตอบโต้ที่พันธมิตรใกล้ชิดอย่างนายป๋อ ซีไหล อดีตดาวรุ่งทางการเมืองต้องกลายเป็นดาวร่วงจากศึกชิงอำนาจในจงหนานไห่

 

หลากทฤษฎี"สี จิ้นผิง"หายตัว

                 หลังจากเว็บไซต์ป๋อซุนโพสต์ข่าวนี้ได้แค่สองชั่วโมง ข่าวนี้ก็ถูกถอดออก แต่ก็สายเกินการณ์เสียแล้วเพราะข่าวลือได้กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งในหมู่ชาวเน็ตจีนผู้ชื่นชอบทฤษฎีสมคบคิด

                 ยิ่งทางการปักกิ่งซึ่งยังยึดมั่นค่านิยมเดิมๆ ว่าปัญหาสุขภาพของผู้นำระดับสูงถือเป็นความลับระดับชาติ ปิดปากเงียบมากเท่าใด ข่าวลือในหมู่ผู้ใช้ไมโครบล็อกและเว็บไซต์ต่างประเทศก็ยิ่งแตกประเด็นมากขึ้นเท่านั้น นอกเหนือจากทฤษฎีสมคบคิดหมายลอบสังหารนายสีซึ่งดูไม่น่าเชื่อถือแล้ว ยังมีข่าวลือว่านายสีอาจบาดเจ็บที่หลัง จากการเล่นฟุตบอล หรือจากการว่ายน้ำผิดท่า หรืออาจยุ่งกับการเตรียมพร้อมรับมอบหัวโขนผู้นำพรรคในเดือนหน้าจนไม่มีเวลาร่วมงานสาธารณะทั่วไป เพียงแต่เข้าร่วมการประชุมภายในเป็นบางครั้ง ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สรายงานว่าเขาอาจจะป่วยด้วยโรคหัวใจกำเริบ แต่ไม่รุนแรงมากนัก เพราะถ้ารุนแรง ประธานาธิบดีหู จิ่นเทาคงจะไม่เดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่แดนหมีขาวรัสเซีย

                 บ้างก็ว่านายสีแกล้งป่วยการเมืองเพื่อประท้วงกรณีจะมีการลดจำนวนคณะกรรมการประจำในคณะกรมการเมืองหรือโปลิตบุโรลงจาก 9 คนเหลือ 7 คน ในจำนวนนี้ได้กันที่ไว้ให้นายหลี่ เค่อเฉียง รองนายกฯ ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ คนใหม่ นายหลี่ อวนเจ้า ที่ควบคุมองค์กรและนายหวัง หยาง เลขาธิการพรรคประจำมณฑลกวางตุ้ง โดยทั้ง 3 คนนี้ล้วนแต่เป็นคนสนิทที่ซื่อสัตย์ของประธานาธิบดีหู จิ่นเทา

                 การป่วยการเมืองของนายสียังเพื่อประท้วงกรณีมีข่าวว่านายหูจะไม่ยอมคายอำนาจทั้งหมด โดยจะยังคงรั้งตำแหน่งประธานคณะกรรมการกลางทหารอีกอย่างน้อย 2 ปี เหมือนกับที่อดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมินเคยทำเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะไม่วางใจสถานการณ์เนื่องจากยังมีความแตกแยกครั้งใหญ่ในหมู่ผู้นำจงหนานไห่ระหว่างกลุ่ม "นีโอเหมาอิสต์" กับกลุ่มลัทธิแก้หรือกลุ่มฝักใฝ่ทุนนิยมหรือกลุ่มเสรีนิยมตามแนวทางสี่ทันสมัยของคนโตตัวเล็ก เติ้ง เสี่ยวผิง

                 ข่าวลือยังไปไกลถึงขั้นที่ว่านายหูกำลังกวาดล้างพรรคให้ขาวสะอาดขึ้นอย่างไม่เห็นแก่หน้าใครๆ ทั้งสิ้น หลังจากมีการเปิดโปงมากขึ้นเรื่องที่ผู้นำและลูกหลานใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยจากทรัพย์สินที่ได้มาจากอำนาจและการคอร์รัปชั่น ถึงขนาดสั่งลดตำแหน่งนายหลิง จื่อหัว คนสนิท เพื่อลงโทษกรณีปกปิดข่าวนายหลิง กู่ ลูกชายที่เสียชีวิตจากการขับรถหรูเฟอร์รารี่พุ่งชนกำแพง ทำให้ผู้หญิงสองคนที่นั่งมาด้วยได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยทั้งคนขับและผู้โดยสารต่างอยู่ในสภาพเปลือย บ่งชี้ว่าอาจมีเพศสัมพันธ์กันขณะขับรถจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ชื่อเสียงของพรรคยิ่งเสื่อมเสียมากขึ้น

                อย่างไรก็ดี เว็บไซต์วอนท์ เดลี ในปักกิ่งอ้างแหล่งข่าวเชื่อถือได้ว่า ข่าวลือทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนเป็นข่าวปล่อย มีเพียงข่าวของนิวยอร์กไทม์สเพียงฉบับเดียวเท่านั้นที่ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด ซึ่งเท่ากับยืนยันว่านายสีป่วยด้วยโรคหัวใจกำเริบ

ย้อนรอยข่าวลือ

                ข่าวลือสารพัดสารเพเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในประเทศสังคมนิยมที่ใช้กำปั้นเหล็กในการควบคุมสื่อ และเป็นเรื่องปกติเช่นกันที่ทางการจะรีบตัดไฟแต่ต้นลม เพราะจะไม่มีวันยอมให้ประชาชนได้เห็นภาพที่อ่อนแอของผู้นำ ไม่ว่าจะป่วยหนักป่วยเบาก็ตาม สมัยที่ประธานเหมา เจ๋อตุง ยังมีชีวิตอยู่แล้วเกิดหายหน้าไปนาน สื่อตะวันตกก็จะใช้กลยุทธ์โยนหินถามทาง นั่นก็คือปล่อยข่าวลือว่าประธานเหมาถึงแก่อสัญกรรมแล้ว จากนั้นไม่นานก็จะมีภาพข่าวว่าประธานเหมาออกมาทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการว่ายน้ำเพื่อยืนยันว่ายังมีสุขภาพแข็งแรง

                ในยุคของเครือข่ายสังคมที่ใช้สื่อทางเลือกเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล หน่วยเซ็นเซอร์ของทางการก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นหลายเท่าในการตรวจสอบหรือปิดเครือข่ายสังคมเหล่านั้น ดังที่เคยทำเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ช่วงที่นายป๋อ ซีไหล ถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขาฉ่งชิ่ง รัฐบาลต้องสั่งปิดเว็บไซต์ต่างๆ พร้อมกับจับกุมคุมขังผู้ต้องหา 6 คนในข้อหาเผยแพร่ข่าวลือผ่านสื่ออิเล็ก

                ทรอนิกส์ อีกกว่าพันคนถูกจับกุมในข้อหาก่ออาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต ขณะที่ซินา เว่ยโป ก็วุ่นอยู่กับการตามลบทิ้งแอคเคานต์ของผู้ใช้บริการหลายคนที่ปล่อยข่าวลือว่ามีการยึดอำนาจในกรุงปักกิ่ง เมื่อมีรถทหารตระเวนไปทั่วทุกที่ และทหารควบคุมพื้นที่ได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์

                 ในกรณีของนายสีที่หายหน้าไปนาน สื่อต่างประเทศก็พยายามสืบค้นหาข้อเท็จจริงอย่างไม่ลดละ ผ่านเว็บค้นหาต่างๆ ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ แต่เว็บเหล่านั้นกลับถูกบล็อก แม้กระทั่งคำว่า "ปวดหลัง" รวมไปถึงคำว่า "เหอ กั๋วเฉียง" "ป๋อ ซีไหล" และ "โจว หย่งคุน"

                 ผู้ใช้เว็บไซต์สังคมออนไลน์ยอดนิยมซินา เว่ยโป จึงต้องเลี่ยงไปใช้คำอื่น เช่น “มกุฎราชกุมาร” หรือใช้คำว่า "ฉี" หรือ "ชี" ซึ่งพ้องเสียงกับ "สี" แทน

                 ทางการจีนเองก็ตระหนักถึงพลังของสื่อออนไลน์ในการปล่อยข่าวลือต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องทำงานรวดเร็วขึ้นในการตอบโต้ข่าวลือนั้น อย่างเมื่อปีที่แล้ว สื่อฮ่องกงรายงานว่าอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน เสียชีวิตแล้วด้วยโรคหัวใจขณะนำตัวส่งโรงพยาบาลทหาร ปรากฏว่าสำนักข่าวซินหัวปฏิเสธรายงานข่าวนั้นภายในชั่ววันเดียวโดยเสนอภาพนายเจียงขณะปรากฏตัวในงานงานหนึ่ง

                หรือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซินหัวได้ตีพิมพ์บัญชีทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้หนึ่งหลังจากหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์สรายงานว่ากำลังถูกสอบสวนว่ามีทรัพย์สินล้นฟ้า แต่เมื่อมีข่าวว่านายสีหายหน้าไปไหน สื่อทางการจีนกลับปิดปากเงียบสนิท

 

ปรากฏแต่ชื่อ

                หลังจากหายหน้าหายตาไปนานถึง 13 วัน จู่ๆหนังสือพิมพ์กว่างซี เดลี หนึ่งในกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนรายงานว่า นายสีได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของหวง ร่ง สมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 กันยายน ถือเป็นการสื่อสารครั้งแรกของนายสีสู่สาธารณชน แต่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไม่ได้ให้รายละเอียดว่านายสีส่งสารนี้จากที่ใด ส่งเองหรือไม่ หรือมีคนอื่นแอบอ้างชื่อส่งแทน

                ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าทางเดียวที่แดนมังกรจะสยบข่าวลือเหล่านี้ได้ก็คือให้นายสีปรากฏตัวให้เห็นจะจะต่อหน้าสื่อและประชาชน ที่สำคัญทางการจะต้องยกเลิกค่านิยมเก่าๆ ในสมัยที่ยังไม่มีสื่อออนไลน์ที่คิดว่าจะปิดลับเกี่ยวกับสุขภาพของผู้นำ เพราะในยุคของสังคมออนไลน์แล้ว ความลับไม่มีในโลก

..................................................
(สื่อออนไลน์กับการตามล่าหาตัว'สี จิ้นผิง' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)