
ระบุชัด'แม้ว'ยื่นขอมีหนังสือเดินทาง
เปิดหนังสือผู้ตรวจการแผ่นดินถึงบัวแก้ว ระบุชัด "ทักษิณ" ยื่นขอมีหนังสือเดินทางเมื่อปี2554 หลังมีหมายจับจากศาลแล้ว ซ้ำถูกขึ้นบัญชีดำห้ามออกนอกราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 51-53
14ก.ย.2555 รายงานข่าวจากกระทรวงต่างประเทศแจ้งว่า หนังสือของผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยภายในหนังสือระบุว่า จากการเชิญอธิบดีกรมการกงสุล และผู้อำนวยการกองหนังสือเดินทางมาชี้แจงข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 54 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทางที่สถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานเอกอัครราชฑูตฯได้จัดส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมเอกสารมายังกระทรวงการต่างประเทศ ทางกรมการกงสุลก็ได้ประชุมหารือเพื่อพิจารณาคำขอหนังสือเดินทางบุคคลทั่วไปให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณในวันที่ 25 ต.ค.54
และมีมติว่า คำขอมีหนังสือเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เข้าข่ายที่กระทรวงต่างประเทศจะใช้ดุลพินิจปฏิเสธหรือยับยั้งตามข้อ 21 ของระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง 2548 ประกอบกับรมว.ต่างประเทศมีนโยบายว่า รัฐบาลปัจจุบันเห็นว่าการคงอยู่ในต่างประเทศต่อไปของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ขอมีหนังสือเดินทาง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยหรือต่างประเทศตามข้อ 27(3) ของระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง 2548 ดังนั้นจึงขอให้ยกเลิกคำสั่งในเรื่องนี้ที่ออกโดยนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และออกหนังสือเดินทางบุคคลทั่วไปให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ ซึ่งต่อมา กรมการกงสุลจึงได้ออกหนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป เลขที่ U 957441 ให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมจัดส่งไปยังสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 54
ทางผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลยในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ออกหมายจับไว้แล้วตามหมายจับเลขที่ 5/2551 ลงวันที่ 16 ก.ย. 51 หมายจับเลขที่ 8/2551 ลงวันที่ 26 ก.ย. 51 หมายจับเลขที่ 9 /2551 ลงวันที่ 15 ต.ค. 51 หมายจับเลขที่ 1/2553 ลงวันที่ 29 ก.ค. 53 และเป็นุบคคลที่ศาลมีคำสั่งห้ามไม่ให้ออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล รวมถึงเป็นบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีต้องห้ามเดินทางออกนอกประเทศตามฐานข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศตามแฟ้มที่ 0609 หน้า 0340 เข้าระบบวันที่ 30 /12/51 แฟ้มที่ 0616 หน้า 0507 เข้าระบบวันที่ 13/05/51 แฟ้มที่ 0707 หน้า 0004 เข้าระบบวันที่ 04/06/53 และแฟ้มที่ 0722 หน้า 0314 เข้าระบบวันที่ 17/09/53 และเป็นุบคคลที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบตามข้อ 21(2)(3)(4) ของระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง 2548 ในการพิจารณาออกหนังสือเดินทางให้กับบุคคลที่ร้องขอ
ส่วนที่กระทรวงต่างประเทศเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลเมื่อวันที่28 ก.ค. 51 เพื่อขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรและได้รับอนุญาตนั้น ตามข้อเท็จจริง การที่ศาลเคยอนุญาตให้พ.ต.ท.ทักษิณออกนอกราชอาณาจักรขณะนั้ นพ.ต.ท.ทักษิณได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากศาล ซึ่งมิใช่เป็นกรณีได้รับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2 ปีซึ่งการที่ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรในช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่ได้หมายความว่า คำสั่งศาลที่ห้ามพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลที่มีอยู่นั้นสิ้นผลไป จึงยังถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่ศาลมีคำสั่งตามไม่ให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ตามนัยข้อ 21(3)แห่งระเบียบกระทรวงต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง 2548
สำหรับที่กระทรวงต่างประเทศเห็นว่าการที่ศาลฎีกาเคยอนุญาตให้พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปญี่ปุ่นและจีนได้น่าจะตีความได้ว่า บุคคลที่กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 152 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งไม่ให้กรณีที่กระทำความผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประเทศ หากมีความจำเป็นยังสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้นั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นขอมีหนังสือเดินทางเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 54 นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นบุคคลที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และมีหมายถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้จับบุคคลดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย การตีความดังกล่าวของกระทรวงต่างประเทศจึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่น่าจะถูกต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง 2548 ข้อ 21(4) ซึ่งให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิเสธหรือยับยั้งคำขอมีหนังสือเดินทางเมื่อพบว่าผู้ขอเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในฐานที่เดินทางไปต่างประเทศได้
นอกจากนี้การที่กระทรวงการต่างประเทศอ้างว่าการออกหนังสือดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรมว.การต่างประเทศเห็นว่า ระเบียบดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้รมว.การต่างประเทศ มีอำนาจดำเนินการในเรื่องนี้ นโยบายของรมว.การต่างประเทศดังกล่าวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งสำหรับประกอบการพิจารณาตัดสินใจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการใช้อำนาจออกหนังสือเดินทางให้แก่ผู้ร้องขอเท่านั้น แต่การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องยึดถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 และแนวทางวิธีปฏิบัติของกระทรวงการต่างประเทศที่กำหนดไว้เป็นสำคัญ
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่กระทรวงการต่างประเทศไม่ยับยั้งคำขอหนังสือเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณ ไว้เสียก่อน เพื่อดำเนินการตรวจสอบประวัติหรือพฤติการณ์ของบุคคลดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำยืนยันสถานะบุคคลและคดี ซึ่งเป็นวิธีการสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับประกอบการพิจารณาออกหนังสือเดินทางให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้เพื่อให้การออกหนังสือเดินทางแก่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นไปอย่างถูกระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง และแนวปฏิบัติที่กระทรวงการต่างกำหนดไว้ การไม่พิจารณาตามข้างต้นจึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการได้
ดังนั้นผู้ตรวจการแผ่นดินจึงอาศัยตามมาตรา 32 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2552 ขอให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการทบทวนการออกหนังสือเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 และแนวปฏิบัติของกระทรวงการต่างประเทศกรณีการดำเนินการต่อคำร้องกรณีพิเศษ คือให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยังหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำยืนยันสถานะบุคคลและคดีว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ขอหนังสือเดินทางเป็นบุคคลเดียวกับที่ออหมายจับไว้หรือไม่ และยังต้องการตัวมาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปหรือไม่ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาทบทวนการออหนังสือเดินทางตามคำขอของพ.ต.ท.ทักษิณต่อไป



