ข่าว

รวบ!แก๊งค้ายามูเซอยึดยาบ้า200ล.

รวบ!แก๊งค้ายามูเซอยึดยาบ้า200ล.

14 ก.ย. 2555

ผบ.ตร. นำทีมแถลงรวบแก๊งค้ายามูเซอ ยึดยาบ้าค่า 200 ล. ขณะที่คนร้ายโยนยาบ้า-มือถือเข้าเรือนจำอุบลฯแต่ติดรั้ว ด้านโจ๋พัทยาวิ่งส่งยาเสพติดได้ค่าจ้างเป็นยาบ้า ส่วนพะเยารวบอาข่าค้ายาบ้า บึงกาฬยึดกัญชา 130 กก.

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ก.ย. 55  ที่กองบินตำรวจดอนเมือง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส. เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พร้าว จ.เชียงใหม่ แถลงผลจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติดมูเซอร์ทางภาคเหนือ ประกอบด้วยผู้ต้องหา 4 ราย คือ นายสำราญ แสนหลวง อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 235 หมู่ 13 ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ นายพงศภัค เรืองกิจสุวรรณ หรือเลายี่ปา อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 223/3 หมู่ 13 ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ นายสมยศ เลาหมี่ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 223/8 หมู่ 13 ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และนายนพพร พนาศิริสมบูรณ์ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 223/3 หมู่ 13 ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยของกลางยาบ้า จำนวน 600,000 เม็ด มูลค่ากว่า 180,000,000 บาท รถปิคอัพ ยี่ห้อ อีซูซุ สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน บห 6485 เชียงใหม่ รถปิคอัพแคป ยี่ห้อ อีซูซุ สีฟ้าเทา หมายเลขทะเบียน ผท 8843 เชียงใหม่ และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 4 เครื่อง โดยสามารถจับกุมตัวได้บนถนน บ้านขุนแจ๋-บ้านเวียงป่าเป้า อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

          พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งจากศูนย์สกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังในการตั้งจุดสกัดบนถนนบ้านขุนแจ๋-บ้านเวียงป่าเป้า อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ พบรถกระบะต้องสงสัย 2 คัน จึงทำการตรวจค้น โดยรถกระบะคันแรก มีนายสำราญ เป็นผู้ขับขี่ และนายพงศภัค นั่งมาด้วย แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย และจากการตรวจสอบพบว่าทั้ง 2 มีประวัติและพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และตรวจค้นรถกระบะคันที่ 2 มีนายสมยศ เป็นผู้ขับขี่ และนายนพพร นั่งมาด้วย ผลการตรวจค้นพบยาบ้า บรรจุอยู่ในตู้เซฟ และในกระเป๋าเป้ จำนวน 6 ใบ มียาบ้ารวม 600,000 เม็ด ซึ่งมีถุงปุ๋ยขี้ไก่เต็มคันรถทับอยู่

          จากการสอบสวนทราบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน จึงน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาได้ร่วมกันลักลอบลำเลียงยาเสพติด โดยนายสำราญ ให้การปฏิเสธว่ายาเสพติดดังกล่าวไม่ใช่ของตน ซึ่งอ้างว่าได้ซื้อรถกระบะคันดังกล่าวมาจากเต็นรถแห่งหนึ่ง โดยไม่ทราบว่ามีตู้เซฟที่ซ่อนยาเสพติดอยู่ในรถ ทั้งนี้ จากการสืบสวนทราบอีกว่าเครือข่ายยาเสพติดมูเซอร์ รับยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และจะมาจ้างผู้ต้องหาขนยาเสพติดเข้ามาตอนในของประเทศ โดยได้รับค่าจ้าง 500,000 บาท ซึ่งจะนำยาเสพติดมาพักไว้ที่ จ.เชียงใหม่ และในแต่ละครั้งจะมีการขนยาล็อตใหญ่ เพื่อเข้าสู่ตอนในของประเทศ 

          พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวเป็นชาวเขาเผ่าลีซอ ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากกลุ่มมูเซอโดยไปรับยาบ้ามาจากแนวชายแดนเพื่อมาส่งยังพื้นที่ กทม. และขบวนการค้ายาเสพติดมีวิธีลบเลี่ยงด่านตรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจแนบเนียนมากยิ่งขึ้น โดยนายสำราญ ผู้ต้องหามีขึ้นบัญชีดำอยู่ที่ตำรวจภูธรภาค 5 สืบสวนทราบว่าทำมาแล้วหลายครั้ง และมีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการอยู่อีก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ตนเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้ ก็ไม่กังวลว่าจะมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดมากขึ้น เนื่องจากได้วางกำลังเจ้าหน้าที่ปราบปรามไว้หมดแล้ว ทั้งตำรวจ บช.ปส. และหน่วยอื่นๆ ซึ่งคาดว่าขบวนการค้ายาคงหลบหนีไม่พ้นการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นอน

          ด้าน พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในทางการข่าวของเจ้าหน้าที่พบว่ามีการลักลอบขนยาเสพติดเข้ามาตอนในของประเทศจำนวนมาก แต่สามารถจับกุมได้เพียงร้อยละ 15 ของยาบ้าที่เล็ดลอดเข้า

 

โยนยาบ้า-มือถือเข้าเรือนจำอุบลฯ แต่ติดรั้ว

 

          ที่เรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานี  นายชัยโรจน์ สินธุพุฒิพงศ์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลาง จ.อุบลราชธานี  ได้แถลงข่าวการยึดยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือ ที่ขบวนการค้ายา ได้โยนเข้าไปภายในเรือนจำ แต่ไปติดอยู่ที่รั้ว ซึ่งทางเรือนจำ ได้ทำป้องกันการโยนสิ่งของเข้าไปถึง 4 ชั้น

          ทั้งนี้เหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้า วันที่ 14 ก.ย. ก่อนถึงเวลาปล่อยผู้ต้องขังออกมาทำกิจกรรม ได้มีเจ้าหน้าที่สายตรวจของเรือนจำเดินลาดตระเวนรอบๆ เพื่อหาสิ่งของผิดกฎหมายหรือสิ่งผิดปกติ กระทั่งมาถึงบริเวณริมรั้วชั้นที่ 3 พบสิ่งของห่อด้วยพลาสติกสีดำตกอยู่ จึงนำมาตรวจสอบพบยาบ้าจำนวน 1,748 เม็ด ยาไอซ์ 131 กรัม นอกจากนี้ยังพบกระเป่าสีดำตกอยู่ ตรวจสอบพบโทรศัพท์มือถือ บรรจุอยู่ 31 เครื่อง และที่ชาร์จโทรศัพท์ 10 ชุด

          นายชัยโรจน์ กล่าวว่า หากโทรศัพท์หลุดรอดเข้าไปภายในเรือนจำ จะมีการซื้อขายกันถึงเครื่องละ 8 หมื่นบาท ส่วนยาบ้าขายเม็ดละ 600 บาท จึงทำให้มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดพยายามจะลักลอบส่งของผิดกฎหมายเหล่านี้เข้าไปภายในเรือนจำในทุกรูปแบบ ทั้งลักลอบนำใส่ในอาหาร เสื้อผ้าหรือหนังสือ รวมทั้งการโยนข้ามรั้ว ซึ่งแนวทางการป้องกันได้กำชับจัดชุดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ สายตรวจรถจักรยาน จำนวน 10 นาย ออกตรวจรอบรั้วกำแพงตลอด 24 ชม. เพื่อป้องกันการโยนยาเสพติดและโทรศัพท์เข้าไปในเรือนจำ

 

รวบ 2 โจ๋พัทยาวิ่งส่งยาเสพติดแลกยาบ้า 10 เม็ด

 

          พ.ต.ต.ฐาปนะ คลอสุวรรณา สวป.สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และตำรวจอาสาสมัครชุมชน ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมผู้ต้องหาครอบครองยาเสพติด จำนวน 2 คน คือ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี อยู่ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 10 เม็ด เงินสด 20,000 บาท และนายบี (นามสมมติ) อายุ 17 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์ 0.31 กรัม

          พ.ต.ต.ฐาปนะ เปิดเผยว่า ก่อนจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.บางละมุง ได้ร่วมกันตั้งจุดตรวจสกัดเพื่อกวดขันวินัยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ภายในซอยโรงไม้ขีดตัดทางรถไฟ ม.8 ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง ซึ่งระหว่างนั้น ได้มีผู้ต้องหาคือ นายบี ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาท่าทางมีพิรุธ จึงเรียกทำการตรวจสอบพบยาไอซ์ พร้อมอุปกรณ์การเสพยาที่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่มา ซึ่งผู้ต้องหายอมรับเป็นของตนจริง และต่อมาได้มี นายเอ ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาท่าทางมีพิรุธเช่นกัน จึงเรียกทำการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 10 เม็ด และพบเงินสด 2 หมื่นบาท

          จากการสอบสวน นายเอ ให้การยอมรับว่า ยาบ้าจำนวนดังกล่าวเป็นของตนจริง ซึ่งยาบ้า จำนวน 10 เม็ด เป็นยาบ้าที่ได้รับมาแทนค่าจ้างวิ่งส่งยาเสพติด ให้กับนางอ้อ เอเย่นต์ยาเสพติดในพื้นที่ ส่วนเงินสด จำนวนกว่า 20,000 บาทที่อยู่ในกระเป๋านั้น ก็เป็นเงินที่นางอ้อ ให้นำไปโยนทิ้งไว้ แต่มาเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านจับกุมตัวได้เสียก่อน ซึ่งหลังสอบสวนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจะได้ทำการขยายผลติดตามจับกุมเอเย่นต์ยาเสพติดรายนี้ต่อไป

 

รวบอาข่าขนยาบ้าจากเชียงราย 18,000 เม็ด ส่งมอบที่พะเยา

 

          นายไมตรี อินทุสุต ผวจ.พะเยา พร้อมด้วย พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบก.ภ.จว.พะเยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ภ.จว.พะเยาและฝ่ายสืบสวน สภ.จุน ได้แถลงข่าวจับกุมนายจะอึ จะคือ อายุ 36 ปี นายภาคภูมิ จะแฮ และนายเอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี พร้อมด้วยยาบ้าชนิดสีส้มจำนวน 18,000 เม็ด

          พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับแจ้งว่านายจะอึ มีพฤติกรรมชอบนำยาบ้าจาก จ.เชียงราย มาขายที่พื้น จ.พะเยา จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.ดอย วงค์พุ่ม ผกก.สืบสวน ภ.จว.พะเยา เข้าล่อซื้อ โดยนัดหมายที่ห้องหมายเลข 2 รร.ลานนาเฮ้าส์ เลขที่ 134/1 ม.1 ต.ห้วยข้าวก่ำ อ.จุน พะเยา สั่งซื้อจำนวน 10,000 เม็ด เป็นเงิน 750,000 บาท แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายจะอึ ไม่ยอมส่งมอบของ ขอนับเงินก่อน จึงแสดงตัวเข้าจับกุมจนในที่สุดนายจะอึ ก็สารภาพว่า ได้แอบไปขุดหลุมฝังยาบ้า 18,000 เม็ด กลางทุ่งนา ข้างโรงแรม จึงได้ขุดของกลางดังกล่าวขึ้นมา

          นายจะอึ กล่าวว่า นายภาคภูมิ และนายเอ (นามสมมติ) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตนหลอกให้มาส่งยาเพื่อตบตาตำรวจเท่านั้น ส่วนตนนำยาบ้ามาจากนายจะสู ชาวเขาเผ่ามูเซอ ซึ่งอยู่ที่ จ.เชียงราย โดยปกติจะนำไปแบ่งขายในเขต จ.เชียงราย พึ่งจะเคยมาขายในพื้นที่ จ.พะเยา เป็นครั้งแรกก็ถูกจับ พร้อมกับสารภาพว่า เคยถูกจำคุกในคดีค้ายาเสพติดมา 6 ปี และหลังสุดพึ่งจะพ้นโทษมาได้ประมาณ 2 ปี แต่ด้วยความยากจนและสังคมบีบคั้นจึงตัดสินใจกลับมาค้ายาบ้าอีกครั้งหนึ่ง

          ในเบื้องต้นได้ตั้งข้อหาทั้ง 3 คน ว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ส่วนนายภาคภูมิและนายเอ ในเบื้องต้นเป็นสิทธิ์ที่ผู้ต้องหาจะให้การภาคเสธ. ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนหาความจริงต่อไป

 

ทหารพราน บึงกาฬ ยึดกัญชาริมโขง 130 กก.

 

          พ.ต.ปัญญาพร อัครสาร ผบ.ร้อย ทพ.2107 บึงกาฬ ได้สืบทราบว่า จะมีการลักลอบขนยาเสพติดลำเลียงข้ามน้ำโขงมาส่งให้กับพ่อค้าคนไทยบริเวณริมน้ำโขง ท้ายหมู่บ้านท่าโพธิ์ หมู่ที่ 6 ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ จึงสนธิกำลังกับ พ.ต.ท.สุชาติ บุปปาจันโท ผบ.ร้อย ตชด.244 บึงกาฬ พ.ต.ท.วิชัย ทันหล้า สว.สส.สภ.เมืองบึงกาฬ วางแผนจับกุม 

          พบกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 5 คน กำลังแบกถุงพลาสติกสีดำขึ้นจากริมน้ำโขง จึงแสดงตัวขอตรวจค้น แต่ชายทั้ง 5 คน ได้ทิ้งถุงพลาสติกสีดำลงพื้น แล้ววิ่งลงน้ำโขงพร้อมกับมีเสียงปืนดังมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 10 นัด คาดว่าเป็นการยิงจากหน่วยคุ้มกันของแก๊งค้ายาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงยิงตอบโต้ไปเช่นกัน เสียงปืนสงบลงพร้อมกับได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือขับออกไปทางฝั่ง สปป.ลาว เมื่อเห็นว่าปลอดภัย จึงออกตรวจจุดที่ปะทะพบถุงพลาสติกสีดำ 5 ถุง บรรจุกัญชาแห้งอัดแท่ง จำนวน 130 แท่ง น้ำหนัก 130 กก.มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท และพบหยดเลือดเป็นทางยาวลงน้ำโขง คาดว่าคนร้ายคงจะได้รับบาดเจ็บด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่ปลอดภัย จึงนำของกลางส่ง ร.ต.ท.หนิม พลชม พงส. (สบ.1) สภ.เมืองบึงกาฬ เก็บรักษาเพื่อเผาทำลายต่อไป                

          ล่าสุดผู้สื่อข่าวจังหวัดบึงกาฬ ตรวจสอบทราบว่า ผู้ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บกลับไปเสียชีวิตที่บ้านทะนา เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว