
ข่าวไม่กรอง
ข่าวไม่กรอง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
เป็นเรื่องถกเถียงกันขนานใหญ่ เมื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งนำเรื่องซึ่งพูดคุยกันในอินเทอร์เน็ตมาช้านาน แต่ไม่เคยมีการทำสำรวจวิจัยถึงผู้ที่เชื่อ “ข่าวหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อการร้ายต่อตึกเวิลด์เทรดเมื่อร่วมสิบปีก่อน” ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ หรืออะไรควรเชื่อไม่ควรเชื่อ แต่กลับนำ “ข่าวดังกล่าว” ไปขยายผลต่อในเว็บไซต์ โดยปรากฏว่ามีผู้เห็นต่างกับเนื้อหาข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวเป็นจำนวนมากอย่างเป็นประวัติการณ์
ทำให้เป็น “ข้อคิด” ถึงกระบวนการคิด การนำเสนอข่าวสารข้อมูล มิใช่เอา “ไว” เข้าว่าอย่างเดียว หรือ เอา “มัน” อย่างภาษาวัยรุ่นชอบใช้กัน เพราะในฐานะของ “สื่อมวลชน” เรื่องราวต่างๆ ซึ่งนำเสนอสมควรมี “การคัดกรองแยกประเภท” ซึ่งในส่วนของหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ในสมัยหนึ่งผมจำได้ว่าจัดคอลัมน์เป็นพิเศษให้ “ข่าวฮา หรือ ข่าวขำๆ” ซึ่งเรื่องที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ อาจนำไปเสนอให้ผู้อ่านได้ศึกษาหาความรู้กันได้ในคอลัมน์ดังว่านั้น น่าจะเหมาะสมกว่ามาใส่ไว้ในเรื่องทาง “การเมือง”
ยอมรับว่า เรตติ้งหรือยอดผู้เข้ามาเยี่ยมชมและแสดงความเห็นในเนื้อข่าวดังกล่าวสูงมากเป็นประวัติการณ์ ถึงกว่าครึ่งแสน ทำลายสถิติข่าวร้อนแรงทางการเมืองในประเทศไปได้อย่างท่วมท้น แต่แรงกระเพื่อม ซึ่งผมเป็นผู้อ่านคนหนึ่ง เห็นว่าน่าจะเป็น “บทเรียน” และในขณะเดียวกันเป็น “เรื่องน่ายินดี” สำหรับหนังสือพิมพ์นั้น เพราะผู้อ่านจำนวนมากแสดงความเห็นแย้ง คัดค้านและยังให้ “โอกาส” แก้ไขข้อบกพร่อง (ซึ่งผู้อ่านส่วนใหญ่มองเห็น) ในการนำเสนอข่าวสารซึ่งเกินจริงและขาดพยานหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นหรือได้รับการยอมรับอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มาถึงตรงนี้บางท่านอาจยังไม่ทราบว่า เรื่องที่คุยกันอยู่นี้ คือ “ข้ออ้างของบุคคลหลายฝักฝ่าย ซึ่งมีการสนทนากันในอินเทอร์เน็ตมาระยะเวลาหนึ่งเกี่ยวกับความไม่มีอยู่จริงของเหตุการณ์เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดกระทั่งถล่มลงมา แต่ปกปิดซากเครื่องบิน กระทั่งนำไปสู่ข้อวิจารณ์ว่า เป็นการ “หลอกลวง (hoax)” คนทั้งโลก คล้ายๆ กับกรณีความไม่เชื่อในเรื่องยานอวกาศอพอลโล 11 นำนักบินอวกาศสหรัฐไปเหยียบดวงจันทร์ได้จริง”
เข้าใจว่า เนื่องด้วยเดือนกันยายนในสัปดาห์นี้ เป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก่อการร้ายเมื่อปี 2001 ซึ่งมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวหลายพันคน กระทั่งสหรัฐอเมริกาต้องแสวงหาพันธมิตรประกาศ “สงครามก่อการร้าย (War on Terror)” กับประเทศอย่างอัฟกานิสถานและอิรัก ดังทราบกันดี ทำให้ “ข่าวจริง ข่าวปล่อย และข่าวลือ” ต่างๆ นานา หลุดลอดออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งในฐานะผมเป็น “นักวิชาการคนหนึ่ง” มีความเห็นว่า หลายเรื่องแม้จะเป็นการ “สันนิษฐานหรือเกิดด้วยการตั้งสมมุติฐาน” ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนใจสมควรแก่การคิดอ่านหาข้อมูลความจริงกันต่อไป แต่กระนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องซึ่งสนทนาปราศรัยกันอยู่ในวงแคบของผู้สนใจกระทั่งมั่นใจว่าข้อมูลมีข้อความจริงชัดเจนจึงค่อยนำเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ดังคำแนะนำของหลายคนในเว็บไซต์ข่าวดังกล่าว
เพราะเรื่องเครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรด เป็นเหตุการณ์ซึ่งผมได้รับชมการถ่ายทอดจากโทรทัศน์บีบีซี เป็นรายการสด ตั้งแต่เครื่องบินลำแรกพุ่งเข้าชน และตามมาด้วยเครื่องบินอีกหนึ่งลำ ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่า “การมีเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด” ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง เพราะสำนักข่าวจำนวนมากภายหลังทราบว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติจากการชนของเครื่องบินลำแรก ก็ต่างนำกล้องโทรทัศน์ไปถ่ายทอดสดให้คนทั้งโลกได้รับรู้ แถมด้วยคนรอบนครนิวยอร์กต่างเห็นเหตุการณ์ไม่ใช่เพียงคนอเมริกัน แต่นักท่องเที่ยวจำนวนมากอีกด้วย จึงเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายและเป็นเรื่องไม่ควรนำเสนอเป็นข่าวในหมวดซึ่งมีผู้อ่านและผู้รู้จำนวนมากติดตามและยึดเป็นแหล่งข่าว เพราะการกระทำในลักษณะเช่นว่าเป็นอันตรายและสุ่มเสี่ยงต่อชื่อเสียงจรรยาบรรณของสื่อมวลชนอย่างยิ่ง



