ข่าว

บุญคุณที่ต้องทดแทน?

บุญคุณที่ต้องทดแทน?

14 ก.ย. 2555

บุญคุณที่ต้องทดแทน? : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

               สาเหตุประการหนึ่งที่สร้างความเสื่อมแก่องค์กร ก็คือการสร้างกลุ่มย่อยขึ้นภายในองค์กรด้วยระบบอุปถัมภ์ เมื่อองค์กรใดเกิดสภาพการณ์เช่นว่านี้ ย่อมเป็นเหตุให้สมาชิกในองค์กรขาดความภักดีต่อองค์กร หรืออุทิศตนเพื่อองค์กร แต่หันไปสวามิภักดิ์ต่อหัวหน้ากลุ่มเหล่านั้น ตามมาด้วยการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การชิงดีชิงเด่น การหาหนทางทำลายล้างระหว่างกลุ่ม และการปกป้องคนในกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ในที่สุดก็จะถือผลประโยชน์ของกลุ่มสำคัญกว่าผลประโยชน์ขององค์กร
 
               ลักษณะดังกล่าว ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นลักษณะประจำชาติของคนไทย คือต้องมีลูกพี่-ลูกน้อง มีเจ้าภาพ-เจ้าพ่อ และมีการสร้างเครือข่ายอิทธิพลโยงใย ชนิดที่ถ้าใครยอมเป็นสมัครพรรคพวกก็จะได้รับการยอมรับว่าเป็นพวกเดียวกัน ได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์ หรืออวยยศอวยตำแหน่งให้ แต่ใครที่หัวแข็งไม่ยอมซูฮกให้ ก็จะกลายเป็นแกะดำ ตกอยู่ในสภาพของหัวเดียวกระเทียมลีบ ทำถูกก็กลายเป็นผิด ทำผิดน้อยก็กลายเป็นผิดมาก โอกาสในการก้าวหน้าก็ตีบตัน
 
               สิ่งที่กล่าวมานี้ จริงๆ แล้ว น่าจะหมดไปจากสังคมไทยนานแล้ว โดยเฉพาะในยุคของโลกาภิวัตน์ ที่เรานำระบบการบริหารจัดการองค์กรแบบสากลมาใช้ ขณะที่โลกก็มีความเป็นอินเตอร์ และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น แต่ก็นั่นแหละครับ ระบบก็เป็นเรื่องของระบบ คนไทยก็ยังเป็นคนไทย ที่ทำอะไรตามใจตน ไม่สนใจระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์กติกา เคยทำเคยเป็นกันมาอย่างไรก็จะทำจะเป็นอยู่นั้น หนำซ้ำยังพยายามที่จะเปลี่ยนกฎระเบียบหรือมาตรฐานต่างๆ ขององค์กรให้เข้ากับอัตวิสัยของตน
 
               การยอมรับในอิทธิพลของคนอื่น การยอมอยู่ใต้เบื้องบาทของลูกพี่หรือเจ้าพ่อ และการก้าวหน้าในหน้าที่การงานแบบก้าวกระโดดตามวิถีของระบบอุปถัมภ์นั้น ก็คือการทำลายระบบบริหารขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบคุณธรรม และระบบคุณวุฒิ ซึ่งเป็นรากฐานขององค์กร และผู้ที่ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งต่างๆ ด้วยวิธีการดังกล่าว ก็ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงว่าจะสามารถสร้างความถูกต้องและรักษาความบริสุทธิ์ยุติธรรมได้อย่างไร? เพราะส่วนมากแล้ว ก็มักจะต้องสร้างฐานอำนาจเพื่อค้ำจุนเก้าอี้ของตัวเอง ด้วยการเล่นพรรคเล่นพวก หรือเลือกคนที่สนิทชิดเชื้อมาไว้ใกล้ตัว โดยไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถของคนใหม่ ความเหมาะสม หรืออาวุโสของคนเก่าที่อยู่มาก่อน และแน่นอนว่าคนที่ได้ดีในรูปแบบนี้ก็จะต้องให้ความเคารพยำเกรงลูกพี่ที่อุปถัมภ์ค้ำชู และกลายเป็นเรื่องบุญคุณที่ต้องตอบแทนกันต่อไป
 
               พูดกันตามจริงแล้ว คนที่ก้าวตามสายงานมาถึงตำแหน่งผู้บริหารองค์กรได้นั้น ย่อมจะต้องมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการทำงานพอสมควร ถ้าคนระดับนี้ยังมีความคิดตื้นๆ ว่า “ผมมีวันนี้เพราะพี่” หรือ “ผมได้ดีเพราะท่าน” ก็ออกจะเป็นการดูถูกตัวเองเกินไป เพราะถึงแม้จะไม่มีผู้อุปถัมภ์รายการ คนระดับนี้ก็สามารถที่จะก้าวไปถึงดวงดาวได้ด้วยลำแข้งและแรงกายของตนเอง และถ้าคิดเลยเถิดไปถึงการตอบแทนบุญคุณ ชนิดที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้องด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่ผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง
 
               คนที่ทำงานอยู่ในองค์กรหนึ่งองค์กรใด สิ่งที่จะต้องสำนึกอยู่ตลอดเวลาก็คือวัตถุประสงค์ หน้าที่ และพันธกิจ ขององค์กรนั้นต่อสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งต้องคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรและส่วนรวมให้ยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล
 
               สำหรับบุญคุณที่แท้จริงคือบุญคุณขององค์กรที่ชุบเลี้ยงคนผู้นั้นมาตลอดชีวิต หาใช่บุญคุณของผู้หนึ่งผู้ใดไม่
 
               และยิ่งถ้าองค์กรนั้นเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ในการผดุงความยุติธรรมด้วยแล้ว ผู้บริหารองค์กรก็ยิ่งต้องระวังการแสดงออกทั้งทางกาย วาจา ใจ ไม่ให้คนทั่วไปเกิดความรู้สึกว่าท่านไม่ได้ดำรงอยู่ในความเที่ยงธรรม