
ศาลปค.รับคำร้อง'เสถียร'-'ชาตรี'เฮ
"ศาลปกครอง" สั่งทุเลาการย้าย "ชาตรี" คนเดียว แต่กรณี "เสถียร" ยังรับไว้พิจารณา ทนาย"เสถียร" เผยรอหารือทีมกม.อุทธรณ์คำสั่ง ด้าน สุกำพล ยื่นอุทธรณ์ค้านศาลคุ้มครองชาตรีแน่
12ก.ย.2555 นายธนพนธ์ ชูชยานนท์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจของพล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และพล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปรับคำสั่งจากศาลปกครองซึ่งตนได้ส่งให้กับพล.อ.เสถียรและ พล.อ.ชาตรีแล้ว ซึ่งรายละเอียดต้องให้ผู้ใหญ่เป็นผูู้แถลงและชี้แจงเอง แต่เบื้องต้นทราบว่าศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับคำสั่งกลาโหมที่ให้ พล.อ.ชาตรี ไปช่วยราชการ ส่วนกรณีของ พล.อ.เสถียร ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา แต่ยกเรื่องการทุเลาคำสั่งกระทรวงกลาโหม
ทนาย"เสถียร"รอหารือทีมกม.อุทธรณ์คำสั่ง
เมื่อวันที่ 12 ก.ย.55 นายธนพนธ์ กล่าวต่อว่า ได้รายงานคำสั่งของศาลปกครองให้ พล.อ.เสถียรและ พล.อ.ชาตรีทราบแล้ว โดย พล.อ.เสถียรจะสู้คดีในกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป ซึ่งทีมทนายจะปรึกษาหารือกันอีกครั้งว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ ที่ศาลปกครองกลางไม่สั่งระงับคำสั่ง รมว.กลาโหม ที่ให้พล.อ.เสถียรไปปฏิบัติราชการที่สำนักรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม
เมื่อถามว่าคำสั่งศาลปกครองกลางที่คุ้มครองในส่วนของ พล.อ.ชาตรีจะมีผลต่อคำสั่งโยกย้ายที่ให้พล.อ.ชาตรี ไปดำรงตำแหน่งจเร ด้วยหรือไม่ นายธนพนธ์ ทนายความ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ขอตอบต้องให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้ชี้แจง แต่ถ้าแม้การเสนอรายชื่อโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลไปถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบด้วยขณะนี้มีปัญหาเป็นคดีข้อพิพาทในศาลซึ่งศาลยังไม่มีคำพิพากษาก็ยังไม่ควรมีการเสนอรายชื่อในส่วนของ พล.อ.ชาตรี สู่ขั้นตอนโปรดเกล้าฯ แต่ควรที่จะปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ปรึกษากฎหมายของฝ่ายบริหารก่อนจะดีกว่า เพราะถ้าสุดท้ายศาลมีคำพิพากษาเห็นว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมนั้นไม่ชอบจะมีปัญหาตามมาในภายหลังได้ อย่างไรดีเมื่อคำสั่งศาลปกครองกลางระบุชัดเจนว่า การทุเลาให้มีผลไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หาก รมว.กลาโหม ฝ่ายผู้ถูกฟ้องไม่ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วันตามกฎหมายแล้วหากศาลปกครองสูงสุดไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งกระทรวงกลาโหมของศาลปกครองกลาง ที่มีผลให้ พล.อ.ชาตรี กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหมดังเดิม
“สุกำพล”ยื่นอุทธรณ์ค้านศาลคุ้มครอง”ชาตรี”
แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.อ.สุกำพลได้มอบหมายให้กรมพระธรรมนูญไปศึกษารายละเอียดของคำสั่งดังกล่าว เพื่อยื่นอุทธรณ์แสดงความไม่เห็นด้วยในกรณีของพล.อ.ชาตรี โดยสั่งให้คณะกรรมการสอบวินัยชุดเดิมมีการสอบสวนเพิ่มเติม เรื่องที่ พล.อ.ชาตรี กระทำผิดวินัยทหารกรณีนำความลับราชการไปเปิดเผย เพื่อคัดค้านคำร้องของ พล.อ.ชาตรี ที่แจ้งต่อศาลปกครองว่าไม่มีตำแหน่งเกี่ยวข้องในการจัดทำบัญชีรายชื่อ และไม่ได้นำความลับทางราชการไปเปิดเผย ส่วนกรณีของ พล.อ.เสถียร ถือว่าจบแล้ว เพราะครั้งแรกที่ยื่นขอไต่สวนฉุกเฉินก็ถูกศาลยกคำร้อง ครั้งที่สองไปร้องศาลขอให้ทุเลาคำสั่งช่วยราชการ ศาลก็ยกคำร้อง ดังนั้นคงทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะทางเราได้ระบุความผิดไปในเรื่องวินัย เมื่อเป็นเรื่องทางวินัย ศาลปกครองก็ไม่รับ เพราะเป็นเรื่องภายในกระทรวงกลาโหม ศาลไม่เกี่ยว โดยพล.อ.อ.สุกำพล อาจจะชี้แจงต่อสื่อมวลชนด้วยตนเองเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในวันที่ 13 ก.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำสั่งของศาลปกครองกลาง โดยนายอภิรัฐ ปานเทพอินทร์ ตุลาการศาลปกครองกลางเจ้าของสำนวน ที่ให้ยกคำขอ พล.อ.เสถียร ปลัดกระทรวงกลาโหม ในการทุเลาบังคับคำสั่งกระทรวงกลาโหม(เฉพาะ) ที่ 383/55 เรื่องให้พล.อ.เสถียร , พล.อ.ชาตรี และ พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตรา ไปช่วยปฏิบัติราชการที่สำนักรัฐมนตรีกระทวงกลาโหม ฉบับลงวันที่ 27 ส.ค.55 โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ออกคำสั่งนั้น ระบุว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากไต่สวนรับฟังได้ว่า พล.อ.เสถียร ผู้ฟ้องเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของส่วนราชการ (สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม) และเป็นกรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม จึงมีหน้าที่จัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมและส่วนราชการอื่นที่นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณากลั่นกรองให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง แต่เมื่อรับฟังได้ว่าการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหมประจำปีงบประมาณ 2556 ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จจึงถือว่ายังเป็นความลับของทางราชการ ไม่สามารถนำไปเปิดเผยกับบุคคลภายนอกได้
การที่ นสพ.บ้านเมือง ฉบับลงวันที่ 26 ส.ค.55 ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของผู้ฟ้องว่าได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล และเดินทางไปพบ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พร้อมนำสำเนาบัญชีรายชื่อการแต่งตั้งไปมอบให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ซึ่งหากต่อมามีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเสนอไป แสดงว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อแต่งตั้งนายทหาร หากข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ผู้ฟ้องก็ต้องรีบดำเนินการแก้ข่าวแล้ว แต่ผู้ฟ้องกลับไม่ดำเนินการใด ประกอบกับผู้ฟ้องยอมรับในคำชี้แจงที่ยื่นต่อศาลในชั้นไต่สวนเมื่อวันที่ 5 ก.ย.55 ว่าผู้ฟ้องทำหนังสือลงวันที่ 24 ส.ค.55 ถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเข้าพบชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมที่ผู้ฟ้องเห็นว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ผู้ถูกฟ้อง ดำเนินการไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล พ.ศ.2551 ทั้งที่ผู้ฟ้องทราบดีว่าการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จและยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่าผู้ฟ้องได้ไปพบ พล.อ.สุรยุทธ์ องคมนตรี ทั้งที่ไม่ใช่การปฏิบัติตามขั้นตอนปกติของราชการ ข้ออ้างที่ผู้ถูกฟ้องระบุว่าผู้ฟ้องนำความลับของทางราชการไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกจึงน่าเชื่อถือ ดังนั้นเพื่อระงับยับยั้งไม่ให้ผู้ฟ้องเผยแพร่ความลับของทางราชการออกไปอีก และไม่ให้แตกความสามัคคีในคณะทหารขยายออกไป ผู้ถูกฟ้องจึงมีคำสั่งกระทรวงกลาโหมดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ
ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่มีในขณะนี้ยังฟังไม่ได้ว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยังไม่มีกรณีที่ศาลจะสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งกระทรวงกลาโหมตามคำขอของผู้ฟ้อง จึงให้ยกคำขอดังกล่าว
ส่วนคำสั่งของศาลปกครองกลางโดยนายอภิรัฐ ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน ที่ให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมซึ่งให้พล.อ.ชาตรี รองปลัดกระทรวงกลาโหมไปช่วยปฎิบัติราชการที่สำนักงาน รมว.กลาโหม ระบุว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆที่จะฟังได้ว่า ผู้ฟ้องได้มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องในการนำความลับของราชการเกี่ยวกับการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลไปเปิดเผยแก่บุคคลภายนอก มีเพียงคำกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องเท่านั้นที่ว่า ผู้ฟ้องไม่ได้ยับยั้งที่ พล.อ.เสถียร และ พล.อ.พิณภาษณ์ ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและเข้าพบองคมนตรี โดยผู้ฟ้องดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม มีอำนาจหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงกลาโหมมอบหมายเท่านั้นตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ประกอบกับการสั่งให้ข้าราชการไปช่วยปฏิบัติราชการในหน้าที่อื่น ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ปกติของตำแหน่งเดิม โดยให้พ้นจากหน้าที่เดิมนั้นจะต้องมีเหตุผลเป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ของทางราชการหรือหากให้ข้าราชการผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งของตนต่อไปอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการได้ แต่ในคดีพิพาทนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า หากให้ผู้ฟ้องปฏิบัติหน้าที่รองปลัดกระทรวงกลาโหมต่อไปแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายใดๆแก่ราชการ อีกทั้งการสั่งให้ผู้ฟ้องไปช่วยราชการตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมก็ไม่ได้ระบุเวลาสิ้นสุดการไปช่วยราชการ ว่าจะให้ผู้ฟ้องกลับมาปฏิบัติหน้าที่ของตนเมื่อใด ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงต่อการปฏิบัติราชการของผู้ฟ้องเป็นอย่างยิ่งและขัดต่อหลักความมั่นคงในอาชีพตามระบบคุณธรรมที่ราชการยึดเป็นหลักการในการบริหารงานบุคคลภาครัฐมาโดยตลอด ดังนั้นคำสั่งกระทรวงกลาโหมในส่วนของผู้ฟ้องที่ไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุด โดยอ้างว่าเพื่อให้การบริหารราชการในกระทรวงกลาโหมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยจึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากให้คำสั่งมีผลใช้บังคับต่อไปย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการและกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขณะที่การให้ผู้ฟ้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหมเหมือนเดิมก็ไม่ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของสำนักงานรัฐมนตรีกลาโหม หรือสำนักงานปลัดกลาโหมแต่อย่างใด
ส่วนที่ผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้ถูกฟ้องกระทำการใดๆเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลประจำปีงบประมาณ 2556 นั้น ศาลเห็นว่า การประชุมคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารฯ เป็นการบริหารจัดการกำลังพลของกระทรวงกลาโหมที่ต้องอยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล พ.ศ.2551 ที่ต้องดำเนินการในรูปของคณะกรรมการทั้งระดับของส่วนราชการและระดับกระทรวงกลาโหม ที่มีผู้ถูกฟ้องเป็นประธาน ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะมีคำสั่งห้ามเนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่การบริหารงานของผู้ถูกฟ้องในฐานะ รมว.กลาโหม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลจึงมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับคำสั่งกระทรวงกลาโหมในส่วนของผู้ฟ้องไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น



