
วิกฤติการเงินปี40-การแก้ปัญหาของยุโรป
คอลัมน์ สวัสดีเศรษฐกิจ : วิกฤติการณ์การเงินปี 2540 เทียบกับการแก้ปัญหาของยุโรป : โดย ... สุรพล โอภาสเสถียร
ในช่วงสัปดาห์ที่ฟ้าฝนโปรยปรายมาไม่หยุด เวลาพบปะกับใครต่างก็ถามไถ่ว่าปีนี้จะย้ายของหนีน้ำกันอีกไหมหนอ ในช่วงเวลาดังกล่าวผมได้มีโอกาสกลับไปอ่านเอกสารเก่าๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับวิกฤติการณ์ทางการเงินในปี 2540 เมื่อเอามาลองเทียบดูกับการแก้ไขปัญหาในฟากของยุโรปแล้วมีความน่าสนใจอยู่หลายประเด็นจึงขอนำเสนอดังนี้นะครับ
1. ธนาคารกลางของยุโรปใส่เงินกู้โดยตรงให้กับธนาคารที่มีปัญหา เงินก้อนนี้ไม่ถูกนับเป็นหนี้สาธารณะของประเทศนั้น ทำให้ประเทศนั้นมีตัวเลขดีขึ้นมาหน่อย ขณะเดียวกันหากมีการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายภาครัฐก็จะทำให้ดูดีขึ้นมาอีกหน่อย เงินกู้หรือพันธบัตรที่ประเทศนั้นๆ ไปออกไว้ก็จะยังคงระดับที่ต่ำ นักลงทุนยังคงพอรับได้ แต่พอดอกเบี้ยพันธบัตรเริ่มกระตุกขึ้น ก็ส่งสัญญาณว่าจะเข้าซื้อแบบไม่อั้นเพื่อกดดอกเบี้ยอันเป็นต้นทุนของประเทศนั้นๆ ให้ต่ำและดูดี
คำถามคือมันต่างอะไรกับการพิมพ์เงินใส่เข้าไปในระบบ ใครจะเป็นคนดูดซับเงินออกให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ธนาคารกลางของประเทศนั้นหรือ แล้วเงินจะไม่เฟ้อเพิ่มขึ้นหรือ
2. ให้ธนาคารที่มีปัญหาในประเทศนั้นๆ แยกสินทรัพย์ออกเป็น Good bank กับ Bad bank โดยรัฐบาลตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ มารับสินทรัพย์ที่เสียหายหรือ Bad bank พักเอาไว้ จากนั้นให้ธนาคารเพิ่มทุนและดูแล Good asset พร้อมกับปล่อยกู้ให้ธุรกิจ โดยรัฐบาลอาจเข้ามาถือหุ้นใหญ่ชั่วคราว ผลคือธนาคารมีสภาพคล่องเกิน แต่ยังไม่ปล่อยกู้เพราะกลัวหนี้เสีย
3. มีข้อมูลว่า เยอรมันกับอิตาลีใช้เงินสกุลเดียวกัน แต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้พันธบัตรประเทศทั้งสองต่างกันประมาณ 4% แสดงว่านักลงทุนแยกแยะออกว่าขีดความสามารถต่างกันขนาดไหน ใครเสี่ยงกว่าใคร แล้วใครจะไปบอกประเทศที่แข็งแรงว่า ท่านต้องช่วยอีกประเทศหนึ่งนะ เขาไม่ค่อยไหวแล้ว แต่เขาคงจะยังไม่เปลี่ยนนิสัยเป็นแบบคนในประเทศท่านนะ เงื่อนไขก็เอาแต่พอควร เดี๋ยวจะรับกันไม่ได้ แต่ท่านต้องช่วย เพราะท่านเป็นหัวเรือใหญ่ที่ให้เราใช้เงินสกุลเดียวกัน
การให้คนในประเทศหนึ่งอดเพื่อชาติสำหรับอีกประเทศหนึ่งนั้นมันเป็นอะไรที่น่าจะสุดๆ เกินบรรยายเชียวล่ะ สุดท้ายคือที่เยอรมันต้องช่วย ดันมีหลายประเทศเสียด้วยแล้วจะไปกันยังไงดี คนในประเทศเยอรมันเขาจะมีความอดทนได้ถึงขนาดไหน ในไม่ช้าเราคงได้เห็นชัดเจนขึ้น
4. ทุกครั้งที่หนี้ของประเทศที่มีปัญหาครบกำหนด อาการประสาทของนักลงทุน นักวิเคราะห์จะตามมาอย่างไม่หยุดหย่อน การประชุมสุดยอดผู้นำจะมีถี่ขึ้น ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องเดียวคือหาเงินมาใช้หนี้ ไปกู้หนี้มาใช้หนี้ เอาเงินจากเจ้าหนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่า เจ้าหนี้ใหม่ที่ให้กู้ก็ไปหมุนมาจากกลุ่มเจ้าหนี้เดิม วนกันอยู่อย่างนี้ ปัญหานี้คงต้องว่ากันเกิน 10 ปี ครับ มันจะเป็นบทพิสูจน์ว่าศิลปวิทยาที่สั่งสมในยุโรปมานับร้อยๆ ปี จะสามารถนำพาประชาชนของเขาผ่านความยากลำบากนี้ไปได้หรือไม่
--------------------
(คอลัมน์ สวัสดีเศรษฐกิจ : วิกฤติการณ์การเงินปี 2540 เทียบกับการแก้ปัญหาของยุโรป : โดย ... สุรพล โอภาสเสถียร)



