ข่าว

"ปฐมพงษ์”โวพรรคพธม.ยึดโมเดล“โปลิตบูโร”

"ปฐมพงษ์”โวพรรคพธม.ยึดโมเดล“โปลิตบูโร”

23 พ.ค. 2552

"ปฐมพงษ์ ”หนุน“พันธมิตรฯ”ตั้งพรรค โวคืบแล้ว 80% ชูโมเดล“โปลิตบูโร”ตั้งคกก.กลางกำกับรัฐ มอบอำนาจล้นฟ้าปลด-เปลี่ยน “นายกฯ-รมต.” ได้ เย้ยปชป.ตั้ง 60 กว่าปี ยังย่ำอยู่กับที่ จวก“บิ๊กกองทัพ” อย่าจุ้นกินข้าวกับนักการเมือง

(23พ.ค.) พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ตนเคยทำงานร่วมกับพันธมิตรฯ หลายคนมีจุดมุ่งมั่น รู้ปัญหาของบ้านเมืองว่า มีปัญหาเรื่องความไม่จงรักภักดี และการเอาผลประโยชน์ชาติไปแลกกับผลประโยชน์ตัวเอง เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร เพื่อกลับมาสู่การมีบทบาทครอบงำในเรื่องของการบริหารนิติบัญญัติ หรือตุลาการ เรื่องเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่เก่าแก่ที่สุด หรือพรรคที่ตั้งขึ้นมา อาทิ พลังธรรม หรือความหวังใหม่ สุดท้ายก็ไปไม่รอด
 
 “จึงมีความคิดว่า น่าจะผลักดันให้เกิดพรรคการเมืองของตัวเอง เพื่อเข้าไปบริหาร เรื่องที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ตัวเองเห็นว่า ไม่มีประสิทธิภาพหรือล้มเหลวของพรรคการเมือง หลายคนในพันธมิตรฯก็รักประชาธิปัตย์ บางคนก็มีส่วนร่วมกับพรรคอื่นๆ แต่มองแล้วน่าจะต้องมีอะไรเด็ดขาดมากกว่านี้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สิ่งที่ตัวเองมีความรู้สึกว่า โกงกินชาติแบบนี้ ทำร้ายสถาบันแบบนี้ จึงต้องมีความกล้าหาญ เสียสละ จงรักภักดีอย่างชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งการออกมาเคลื่อนไหวบ่อยๆ มีทั้งดี-ทั้งเสีย เพราะผลดีคือ เราทนไม่ได้ สู้ในสภา เสียงน้อยกว่า แต่สู้นอกสภาอาจมีผลเรื่องการระดมมวลชน แม้กระทั่งการสู้ในสภาก็ไม่ใช่ว่า จะสู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ เพราะมีพรรคการเมืองที่ชั่วร้ายครอบงำหมด ฉ้อฉลได้หลายรูปแบบ ที่ห่วงใยคือ ถ้าตั้งพรรคมาแล้ว จะทำอย่างไร ให้สามารถนำพาประเทศชาติไปสู่สิ่งที่คิดและหวังได้ ” พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าว
 
 พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรไม่เคยมีพรรคของเขาเอง ความจริงหลายคนในพันธมิตรฯค่อนข้างมีบทบาทกับประชาธิปัตย์เป็นจำนวนมาก แต่หลายคนมองว่า น่าจะต้องมีอะไรสักอย่างที่เพิ่มจำนวนพรรคในรัฐสภา ให้มากกว่านี้ เป็นแนวร่วมกับประชาธิปัตย์มากกว่านี้ หรือทำให้ประชาธิปัตย์ตื่นตัว ต้องมีความกล้าหาญ เสียสละ ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินมากกว่านี้ เพราะพันธมิตรฯต่อสู้อย่างยาวนานให้โอกาสรัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา พอมาเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่ตอบสนองให้เกิดความรู้สึกว่า โอเค และผลออกมาไม่ประทับใจ จึงมีกระบวนการคิดว่า น่าจะต้องมีพรรคการเมืองขึ้นมา ตนเห็นว่า ไม่เสียหาย เพราะพันธมิตรฯก็สนับสนุนประชาธิปัตย์มาตลอด หากจะมีอีกสักพรรค ที่พันธมิตรฯเข้าไปมีส่วนร่วม ก็น่าจะดี
 
 เมื่อถามว่า คนเป็นหัวหน้าพรรคคือใคร พล.ต. จำลอง ศรีเมือง หรือนาย สนธิ ลิ้มทองกุล พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า ไม่มองตรงนั้น แต่มองว่า สิ่งที่เป็นอยู่อย่างนี้ จะปล่อยให้เป็นภาระตกอยู่กับคนๆ เดียว คือหัวหน้าพรรคหรือเลขาธิการไม่ได้ การเมืองไทยลักษณะเช่นนี้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ปี 2475 มายังลุ่มๆ ดอนๆ เรื่องการโกงกินคอรัปชั่น แม้กระทั่งเผด็จการแบบจอมพลป.-จอมพลสฤษดิ์ ยังแก้ปัญหาไม่ได้
 
 “ความคิดผมจากการเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองแบบพิเศษ-คอมมิวนิสต์ ต้องมาเปรียบเทียบกัน ของเราจะเอาแบบอังกฤษ-อเมริกา ก็คงไม่ได้ ประชาธิปัตย์ไปได้ไม่ดีเพราะอะไร พลังธรรมไปไม่ได้ดีเพราะอะไร แม้กระทั่งความหวังใหม่ไปไม่รอด เพราะอะไร หากเราจะมีคณะกรรมการกลางที่มีอำนาจสูงสุด ปลดตัวแทนของพรรคที่เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้ เพื่อคานอำนาจกับคนที่ไปเป็นตัวแทนบริหาร หากไม่ดี คณะกรรมการกลางก็ยื่นให้ออกจากนายกฯหรือรัฐมนตรี ตรงนี้จะทำให้กระบวนการที่มีแต่นายกฯหรือเลขาธิการของพรรค ที่เป็นผู้จัดการรัฐบาล ไม่ใช่คิดอะไรจะเบ็ดเสร็จ ” พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าว
 
 เมื่อถามว่า เหมือนแบบโปลิตบูโร หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง มักใช้กับพรรคคอมมิวนิสต์หรือไม่ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่าอย่าไปคิดว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่เป็นรูปแบบที่นำไปสู่การไม่ให้พรรคการเมืองที่เราเสนอเข้าไปแล้ว จะไปทำแบบเดิมๆ คือโกงกินมีผลประโยชน์ คนที่เป็นคณะกรรมการกลางจะไม่มีผลประโยชน์โดยตรงในการบริหาร คนพวกนี้จะเลือกและควบคุมคนที่เข้าไปบริหาร ตนเห็นด้วยที่จะให้มีพรรคการเมืองขึ้นมา แต่รูปแบบของพรรค ต้องมีรายละเอียดว่าอะไรคือข้อดี-ข้อเสีย ”
 
 เมื่อถามว่า มีข่าวว่าพล.อ.ปฐมพงษ์จะคุมกลาโหม ถ้าพรรคพันธมิตรได้ร่วมรัฐบาล พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้มองถึงขนาดนั้น ที่ผ่านมาที่ไปร่วมกับเขา เพื่อไม่ให้การเมืองมาทำร้ายสถาบันชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ อยากให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้ามามีบทบาทบ้าง ขอให้ประชาชนได้เลือก เอาใจใส่อย่างแท้จริง อย่าฉาบฉวย และต้องรู้จักเขาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และมองไปถึงอนาคต แต่ไม่มีใครที่จะดีพร้อมไปตลอด แต่ขอให้มาดูว่า เขาละ-เลิกได้หรือไม่ ดูอย่างองคุลีมาลก็ได้

 เมื่อถามว่า พล.ต.จำลองจะมาอยู่ในพรรคหรือไม่ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า ตนมีความคิดสอดคล้องกับพล.ต.จำลอง หรือแม้แต่นาย สมศักดิ์ โกศัยสุข ว่า เราต้องดูว่า ประชาชนส่วนใหญ่คิดอย่างไร เราจะสนับสนุนให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานความเข้าใจ แสดงออกอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นหลัก เคยคุยกับพล.ต.จำลองว่า ประชาธิปัตย์ 60 กว่าปีแล้ว แต่การแก้ปัญหาก็ยังย่ำเท้าอยู่กับที่เดิม หรือพลังธรรมสะอาดใสซื่อ แต่สุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่เป็นผลประโยชน์
 
 เมื่อถามว่า ถ้าพันธมิตรฯตั้งพรรคจริง ทหารจะหนุนหรือไม่ เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล โจมตีกองทัพมาตลอดในช่วงนี้ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า เมื่อทหารเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรรัฐที่ใช้ภาษีของประชาชน เข้าไปบริหารองค์กร เพื่อภารกิจหลักที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ คุณต้องฟัง ถ้าไม่ฟังเท่ากับเห็นแก่ตัว เอาเงินประชาชนไปใช้ อาจจะไม่ใช่เงินของกลุ่มพันธมิตรฯทั้งหมด แต่อย่างน้อย คุณต้องรับฟังเขา สำคัญที่สุดคือ ต้องดูเรื่องบุคลากร พัฒนาบุคลากรตั้งแต่ผู้นำกองทัพ ลงไปถึงพลทหาร
 
 “ผมไม่อยากให้ทหารไปสอนประชาธิปไตยคนอื่น อยากให้ทหารทำงานเอาใจใส่ในภารกิจหลักของคุณ คือการป้องกันประเทศชาติ ตามแนวชายแดน ความมั่นคงของประเทศที่เกี่ยวกับการใช้กำลัง ต้องทำให้เค้าเกิดความเกรงใจ อย่าเอาใจใส่ว่า ประเทศอื่นมีเครื่องบินแบบนี้ คุณต้องมีตาม สิ่งที่เกิดขึ้นต้องดูว่า ไม่ใช่เรื่องอาวุธอย่างเดียว มีเรื่องคนด้วย ขวัญกำลังใจดีหรือไม่ เรื่องกระบวนการประชาธิปไตย คุณเรียนรู้ได้ แต่ถูกปลูกฝังมาอย่างหนึ่ง บางครั้งไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นการแสดงความคิดเห็นตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ จึงไม่ใช่การแสดงออกประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ” พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าว 
 
เมื่อถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพันธมิตรฯไม่ค่อยดี เป็นอุปสรรคหรือไม่ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่า ทหารทั้งหมดจะหมายถึงทั้งกองทัพ หลายคนส่งข้อมูลให้เอเอสทีวี ซึ่งตนรับทราบว่า มีอะไรเป็นสิ่งที่เกิดเหตุกับนายสนธิ และพันธมิตรฯที่โดนลอบทำร้าย และถูกปราบปรามอย่างรุนแรงในวันที่ 7 ต.ค.หรือใช้เอ็ม 79 ยิงมาที่ทำเนียบฯ วันที่พวกคุณ บริหารกองทัพ ต้องดูว่า กองทัพจะทำอย่างไรให้บรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ออกมาวุ่นวาย มีภาพออกมากินข้าวกับนักการเมือง อาจจะทำได้ แต่เมื่อทำแล้วไม่ใช่ไปมั่วกับเค้า ต้องมาตั้งหลักให้ดี อย่าให้ภาพของกองทัพอยู่เบื้องหลังของกระบวนการที่ทำให้เกิดว่าดีหรือไม่ดี ต่อการบริหารบ้านเมือง ต้องให้กระบวนการประชาธิปไตยเดินต่อไป และต้องอย่าใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ 
 
เมื่อถามว่า แนวโน้มตั้งพรรคเกิน 50% หรือไม่ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า ประมาณ 80% ในวันที่ 24 พ.ค.นี้เป็นการแสดงออกถึงความคิดเห็น และวันที่ 25 พ.ค.จะลงมติ ซึ่งตนได้รับเชิญไปด้วย หากถามตนจะบอกว่าเห็นด้วย แต่ต้องมีเงื่อนไขอย่างที่ตนบอก แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่ว่านี้ ก็เป็นเรื่องของเสียงส่วนใหญ่ ตนจะเข้าไปมีบทบาทหรือไม่ ก็ต้องดูว่าสอดคล้องกับที่ตนเสนอหรือไม่