ข่าว

'อภิสิทธิ์'ลงพื้นที่น้ำท่วมอ่างทอง-อยุธยา

'อภิสิทธิ์'ลงพื้นที่น้ำท่วมอ่างทอง-อยุธยา

12 ก.ย. 2555

'อภิสิทธิ์' ลงพื้นที่น้ำท่วม จ.อ่างทอง-อยุธยา จี้รัฐช่วยเหลือเร่งด่วน ขวาง 'ปลอด' ผันน้ำผ่านกทม. หวั่นซ้ำรอย ซัดระบบเตือนภัย-อพยพไร้มาตรฐาน

                         12 ก.ย.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค, นายอลงกรณ์ พลบุตร ,นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ,นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์และคณะ เดินทางลงพื้นที่ ต.บางโผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เพื่อเยี่ยมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม และมอบถุงยังชีพ พร้อมให้กำลังใจชาวบ้าน และได้เดินทางต่อไปตรวจศาลากลางน้ำท่วม ที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยพบว่า ระดับน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรของประชาชนเป็นวงกว้าง โดยระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ขณะที่ชาวบ้านต้องอพยพออกจากบ้าน โดยบางส่วนอาศัยศาลาและจับจองที่บริเวณริมถนนเพื่อเป็นที่พักชั่วคราว ทั้งนี้ชาวบ้าน เล่าว่า แม้น้ำฝนจะไม่ตกหนักเท่าปีที่แล้ว แต่ปริมาณน้ำกลับเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยบางคืนสูงถึง 50 ซม. ทำให้ขนย้ายสิ่งของไม่ทัน ประกอบกับไม่มีการแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานใดทั้งสิ้น

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังพบชาวบ้านและมอบถุงยังชีพว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามพื้นที่เกิดเหตุแล้ว โดยให้ความช่วยเหลือเพื่อเสริมจากฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน รวมถึงติดตามการคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่ง 2 จุดที่ตนได้ลงพื้นที่ ชาวบ้านได้สะท้อนมาว่า สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือ อยากให้รัฐเร่งคลี่คลายสถานการณ์ก่อนที่น้ำจะมาอีกระลอกหนึ่ง เพราะจากสภาพการทางเหนือ น้ำจะมาสมทบอีก ซึ่งพรรคจะติดตามการทำงานเพื่อสะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาล โดยปัญหาที่พบตรงกันทั้งสองจุดคือ แม้ปริมาณน้ำจะน้อย แต่น้ำขึ้นเร็วมาก ชาวบ้านเตรียมตัวไม่ทัน นอกจากนี้ยังต้องติดตามว่างบประมาณจำนวนมาก 1.2 แสนล้านบาท ที่ขอจากรัฐสภาไป โดยเฉพาะงบกลางในเรื่องน้ำท่วม ได้นำมาลงทุนเพื่อแก้ปัญหาและป้องกันน้ำท่วมอย่างไร เพราะทั้งสองจุดนี้ไม่ได้รับงบประมาณเลย

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กล่าวต่อว่า ดังนั้นการที่รัฐบาลพูดมาโดยตลอดว่า มีการแก้ปัญหาทั้งระบบแล้ว จึงไม่สอดคล้องกับความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์จะเป็นตัวสะท้อนว่า รัฐบาลมีความพร้อมจริงหรือไม่ เพราะหากจ.สุโขทัยเป็นเหตุสุดวิสัยหรืออุบัติเหตุ แต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็ยังไม่เห็นว่าเงินที่ใช้ลงทุนจะนำมาช่วยแก้ไขอย่างไร เช่นเดียวกับการพูดถึงแผนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ,การเตือนภัยและการอพยพ แต่พอเกิดเหตุการณ์จริงระบบการบริหารก็ไม่แตกต่างจากปีที่แล้ว ทั้งๆที่ปริมาณน้ำน้อยกว่า แต่ประชาชนก็ยังได้รับความเดือดร้อนและเสียหายไม่ต่างจากเดิม จึงอยากให้รัฐบาลเร่งรัดในเรื่องการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตร เพราะในขณะนี้ปัญหายังเกิดขึ้นเพียงบางจุด จึงต้องเร่งสำรวจความเสียหาย มิเช่นนั้นหากปัญหาขยายวงกว้าง จะยิ่งเกิดความล่าช้า

                         นายอภิสิทธิ์ ยังไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยีในฐานะประธานกบอ. ที่จะใช้แนวทางผันน้ำเหนือผ่านกทม.ออกสู่ทะเล เพราะในปีที่แล้วที่เกิดปัญหา ก็เกิดจากแนวคิดเช่นนี้ ทั้งที่ไม่ใช่แนวทางที่ระบบวางไว้ เนื่องจากระบบที่มีอยู่ไม่ได้วางไว้เพื่อให้ผันน้ำเหนือเข้ามา จึงควรทบทวนเรื่องนี้ ส่วนกรณีที่นายปลอดประสพ ระบุว่า จะไม่ดำเนินการตามข้อเสนอของนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. ที่เสนอให้ผันน้ำออกไปทางฝั่งตะวันออก โดยระบุว่าเป็นการวางยานั้น กรณีดังกล่าวนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนอยากให้นายปลอดประสพ พิจารณาจากสภาพความจริง และน่าจะทราบดีว่าการลงทุนในอดีตที่ผ่านมาระบบการระบายน้ำและการชลประทาน เชื่อมโยงกันอย่างไร ไม่เคยมียุคไหนที่จะเอาน้ำผ่านกรุงเทพฯเป็นหลักเพื่อลงทะเล

                         “ กทม.และรัฐบาลไม่ควรเกิดความขัดแย้งกัน โดยตนอยากให้ทั้งสองฝ่ายหารือทำความเข้าใจกัน เพื่อบริหารงานร่วมกัน โดยยึดตามหลักวิชาอย่าสร้างประเด็นการเมือง ซึ่งผมยืนยันว่า กทม.ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ หรือนายธีระชน ไม่เคยเอาเรื่องการเมืองเป็นตัวตั้ง อย่างเช่นสัปดาห์ที่แล้วมีกระทู้ถาม เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ฝ่ายค้านถามในเรื่องเทคนิควิชาการไม่มีเรื่องการเมือง แต่ฝ่ายรัฐบาล กลับตั้งกระทู้ถามเพื่อให้เกิดการกล่าวหากทม. และใช้คำพูดว่า คลองลาดพร้าว คลองเดียวจะเป็นจะตาย ทั้งที่มีหลักวิชารองรับว่าเป็นเส้นทางที่อาจเกิดปัญหา จึงอยากขอเรียกร้องรัฐบาลให้หยุดเลิกเล่นการเมือง เพราะกทม.ต้องการแก้ปัญหา และผมเชื่อว่าผู้ว่าฯกทม.พร้อมให้ความร่วมมือ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

'อภิสิทธิ์' พร้อมร่วมถกแก้ไฟใต้

                         นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภา กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เตรียมทำหนังสือเชิญ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 18 ก.ย. นี้ ว่า ยังไม่ได้รับการประสานอย่างเป็นทางการ เห็นแต่จากข่าว แต่โดยหลักการไม่มีปัญหา เพราะการที่นายกฯ เชิญ ส.ส.ไปโดยไม่เดินทางไปสภาฯ เพื่อรับฟังญัตติ เรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้ ตนก็ไม่ติดใจ เพราะกรณีนี้รัฐบาลอาจคิดว่ามีความละเอียดอ่อน เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ที่พรรคยืนยันมาตลอดว่าพร้อมร่วมแก้ไข และเห็นว่านายกฯต้องมีบทบาทสำคัญ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการบริหาร เนื่องจากขณะนี้มีปัญหา เพราะในขณะที่ทหาร มีการพูดคุยแต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กลับแสดงความเห็นเหมือนไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องเงื่อนไขในการมอบตัว ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสน

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ดังนั้นนายกฯ จึงเป็นคนที่ต้องกำหนดนโยบายเพื่อหยุดความสับสน และต้องเชื่อมโยงว่า ในทางปฏิบัติข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องการมอบตัว จะเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคงมาตรา 21 จึงต้องหารือกันให้ชัดเจน เพราะในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ กำลังพยายามเดินหน้าด้วยโครงสร้างเดิม แต่เป็นกังวลว่า มีโครงสร้างใหม่ที่มาซ้อนอยู่ เช่น ศปก.จชต. ทำให้เกิดความสับสนเพราะรองนายกฯ คนหนึ่งก็บอกว่า เรื่องที่ทหารทำเป็นเรื่องของทหาร แต่ร.ต.อ.เฉลิม ดูแลตำรวจ และแสดงความไม่เห็นด้วย ทำให้เกิดความสับสน

                         ดังนั้นเมื่อได้พบกับนายกฯ ก็จะได้เสนอในหลายเรื่อง โดยเฉพาะโครงสร้างการบริหารจัดการ บทบาทของนายกฯ การกำหนดทิศทางให้ชัด รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดเงื่อนไขใหม่ ที่จะทำให้เกิดปัญหา โดยเห็นว่า ควรจะยุบ ศปก.จชต เพราะถ้ายังมีอยู่ยิ่งจะทำให้เกิดความสับสน จึงควรให้โครงสร้างเดิมได้ทำงานอย่างเต็มที่จะดีกว่า ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็พยายามเสนอแนวทางการแก้ปัญหามาโดยตลอด แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนอง อย่างไรก็ตามจะพยายามเสนอความเห็นเพื่อแก้ปัญหาต่อไป เพราะโครงสร้างที่มีอยู่มีการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นหากปฏิเสธก็ไม่ใช่การส่งสัญญาณที่ดี

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าในครั้งนี้นายกฯ จะไม่มาสภา แต่ไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบ เพราะนายกฯยังมีความรับผิดชอบต่อสภา ซึ่งเป็นหลักการสำคัญ ดังนั้นการที่ตนและ ส.ส. เดินทางไปหารือเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้นั้น ไม่ได้หมายความว่านายกฯจะใช้วิธีนี้ในทุกกรณี เพราะนายกฯ มีความรับผิดชอบต้องตอบกระทู้ในสภา และควรไปชี้แจงตอบคำถามด้วยตัวเอง ส่วนหลังจากพบกับนายกฯแล้วจะเป็นที่จะต้องอภิปรายในญัตติที่เสนอค้างไว้ในสภาหรือไม่นั้น ก็ต้องรอดูผลการหารือร่วมกันก่อน