
คนดีที่เมืองแพร่
คนดีที่เมืองแพร่ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
หลังจากที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ จ.สมุทรปราการ และจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้ของประเทศไทย ในเช้ามืดของวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 และรัฐบาลไทย ซึ่งมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ยินยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยและร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นว่าไม่สามารถต้านทานกำลังของญี่ปุ่นได้ และป้องกันการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากการสู้รบ แต่มองอีกด้านหนึ่ง การกระทำของ จอมพล ป. ก็เป็นการทำให้ประเทศไทยสูญเสียเอกราช ดังนั้น จึงมีคนไทยที่รักชาติและไม่เห็นด้วยกับ จอมพล ป. รวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลและญี่ปุ่น โดยในประเทศไทย ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งในเวลานั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ก่อตั้ง “องค์การต่อต้านญี่ปุ่น” ขึ้นในทันที
ทางสหรัฐอเมริกา ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ได้ยื่นบันทึกต่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แจ้งว่าการกระทำของรัฐบาลไทยไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนชาวไทย และขอแยกตัวอย่างเด็ดขาดจากรัฐบาลไทย โดยจะต่อสู้เพื่อเสรีภาพและเอกราชของประเทศไทย ในนามของ “เสรีไทย” และในเวลาต่อมาได้ส่งคนจากสหรัฐเดินทางไปประเทศอังกฤษ เพื่อชักชวนให้ก่อตั้งเสรีไทยสายอังกฤษขึ้น
ในประเทศไทย ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้กำหนดแนวทางในการต่อต้านญี่ปุ่น โดยเน้นการทำลายกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อถือแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร และการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติภายหลังสงคราม สมาชิกส่วนใหญ่ของเสรีไทยในต่างประเทศคือนักศึกษา และข้าราชการที่เดินทางไปเรียนต่อ ส่วนในประเทศไทยก็เป็นบุคคลธรรมดาแต่ก็มีปณิธานอันมั่นคงในการที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ชีวิตเพื่อชาติ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ และกำลังสำคัญของเสรีไทยในประเทศไทยก็คือเพื่อนพ้องและลูกศิษย์ลูกหาของ ดร.ปรีดี ซึ่งแยกย้ายกันไปปฏิบัติการตามภูมิลำเนาในต่างจังหวัด
ในภาคเหนือ ฐานของเสรีไทยที่ จ.แพร่ มีนายทอง กันทาธรรม ทนายความผู้มีชื่อเสียงของจังหวัด และศิษย์เอกของ ดร.ปรีดี เป็นหัวหน้า และทำการส่งข้อมูลทางทหารของกองทัพญี่ปุ่นแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อทิ้งระเบิดทำลายสะพาน เส้นทางคมนาคม และที่ตั้งของทหารญี่ปุ่นใน จ.ลำปาง ประสานงานกับทหารสหรัฐที่เล็ดลอดเข้ามาปฏิบัติการในภาคเหนือ รวมทั้งการชักจูงครูและชาวบ้านนับพันคนเข้าร่วมในอุดมการณ์ และฝึกอาวุธเตรียมรับมือกับทหารญี่ปุ่นในการรบขั้นแตกหัก ซึ่งการทำงานต่างๆ ดังกล่าว เต็มไปด้วยความเสี่ยงอันตรายอย่างมาก
หลังสงครามยุติลง ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ และรัฐบาล .ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงเกษตราธิการ และกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมามีอำนาจใหม่ นายทอง ก็ถูกจับกุมคุมขังในข้อหากบฏถึง 3 ครั้ง และเมื่อเพื่อนๆ อดีตรัฐมนตรีสายเสรีไทย คือนายจำลอง ดาวเรือง, นายถวิล อดุล, นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และนายทองเปลว ชลภูมิ ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม นายทองก็ต้องลี้ภัยจากเมืองไทยไปอยู่ที่เมืองห้วยยอง ได้รับความยากลำบากอย่างมาก จนกระทั่งเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยสงบลง จึงเดินทางกลับมาประกอบอาชีพทนายความ และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ กับทำธุรกิจส่วนตัว จนเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ.2526
เรื่องราวของเสรีไทยสายแพร่ในปัจจุบันอาจเป็นเพียงตำนานที่ถูกหลงลืมหากนายภุชงค์ กันทาธรรม ทายาทของนายทอง จะไม่เล็งเห็นถึงวีรกรรมและอุดมการณ์ของบิดาและเหล่าเสรีไทยที่ปฏิบัติงานใน จ.แพร่ และบริเวณภาคเหนือ จึงได้มอบบ้านเดิมให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เสรีไทย จ.แพร่ และรวบรวมข้อมูลจากบรรดาเสรีไทยใน จ.แพร่ ที่ยังมีชีวิตอยู่และคำบอกเล่าของลูกหลาน พร้อมทั้งประมวลเหตุการณ์ในสมัยสงคราม และจำลองภาพในประวัติศาสตร์ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา และสำนึกในความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองของคนรุ่นก่อน
เมื่อไปชมพิพิธภัณฑ์เสรีไทย จ.แพร่แล้ว ก็จะได้รู้ว่าคนไทยสมัยนั้นเขารักบ้านรักเมืองกันขนาดไหน เผื่อใครที่หลงๆ ลืมๆ เรื่องนี้ จะได้รู้สึกรักชาติมากขึ้นมาบ้าง



