
ครม.อนุมัติเงิน'ขสมก.'กู้ชำระหนี้
ครม.อนุมัติ ขสมก.กู้เงิน 1.4 หมื่นล้านบาท ชำระคืนหนี้เงินกู้ พร้อมต่ออายุ 'พรก.ฉุกเฉิน' 3 จชต. อีก 3เดือน อ้างทำโพล ประชาชนหนุนเกินครึ่ง อนุมัติ 90.2 ล้านบาทจัด'เสวนาปรองดอง' รับข้อเสนอ 'ปปช.'สกัดโกงซื้อขายวุฒิครู ส่งต่อ'ศธ.'ดำเนินการ
11 ก.ย.55 น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อนำไปชำระคืนเงินต้น เงินกู้ และดอกเบี้ยที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ 2556 จำนวน 14,664.86 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเป็นวงเงินไถ่ถอนพันธบัตร และชำระคืนเงินต้นเงินกู้ที่ถึงกำหนดในปีงบประมาณ 2556 จำนวน 11,686.833 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นค่าดอกเบี้ย 2,978.02 ล้านบาท โดยขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ และกำหนดวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ตามที่ขสมก.เสนอ
ทั้งนี้ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม รายงานว่า หนี้จำนวนดังกล่าวของ ขสมก.เป็นหนี้ที่พอกพูนมาเป็นระยะเวลานานแล้วรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เห็นว่า ขสมก.ควรที่จะดำเนินการให้เห็นชัดเจนว่าการดำเนินงานของ ขสมก.สามารถบริหารงานเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ โดยต้องแยกผลประกอบการที่เกิดขึ้นออกจากหนี้สะสม
ต่ออายุ พรก.ฉุกเฉิน 3 จชต. อีก 3เดือน
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)เสนอขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นราธิวาส ยะลา และปัตตานี(ยกเว้นอำเภอแม่ลาน) ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ถึง19 ธันวาคม 2555
นายอนุสรณ์ ช่วงที่มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉินก่อนจะมีการต่ออายุในวันนี้ เหตุรุนแรงในช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้มีการก่อเหตุ 158 เหตุการณ์ ลดลง 41 เหตุการณ์ ทั้งนี้ก่อนต่ออายุ พรก.ฉุกเฉินนั้น สมช.ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยบูรพาร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ภาค4ส่วนหน้า ลงไปทำแบบสอบถามและรวบรวมตัวอย่างข้อมูลระหว่างวันที่ 10 ก.ค. -26 ส.ค. 2555 ซึ่งคนที่ให้ความเห็นในตัวอย่างใน 100% เห็นว่าไม่ควรยกเลิกหรือควรมีการต่อ พรก.ออกไปอีก 62.18% ส่วนแนวโน้มสถานการณ์ในภาพรวมก็ดีขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ลดลง เหตุระเบิดขนาดใหญ่ที่มีนัยยะสำคัญก็ลดลง และมีการวิเคราะห์สถานการณ์กันว่าในการก่อเหตุระยะหลังมีความพยายามทำให้เรื่องนี้ถูกหยิบยกไปในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี)
อนุมัติ 90.2 ล้านบาทจัดเสวนาปรองดอง
น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติหลักการโครงการจัดเวทีประชาเสวนาหาทางออกประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(ปคอป.) ได้เสนอ โดยครม.อนุมัติหลักการให้ใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 90.2 ล้านบาท เป็นงบดำเนินการ
น.ส.ศันสนีย์ กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ จึงมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมานักวิชาการได้นำเสนอองค์ความรู้ รูปแบบ กระบวนการ และเทคนิคในการจัดเวทีประชาเสวนา ด้วยการส่งเสริมให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาความขัดแย้ง และสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้และการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวถือเป็นหัวใจของการสร้างความปรองดอง และก่อนหน้านี้เคยมีการทดลองจัดเสวนานำร่องไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.55 ที่ จ.สมุทรสงคราม
รับข้อเสนอ ปปช.สกัดโกงซื้อขายวุฒิครู ส่งต่อ ศธ.ดำเนินการ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงศึกษาธิการรับไปดำเนินการ ในการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ได้ส่ง ข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับการซื้อขายประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อเสนอแนะดังกล่าวของ ปปช. นั้นมาจากกรณีที่พบว่ามีผู้ได้รับการอนุมัติจบหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูจากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง เข้ามาให้ครม.พิจารณา หลังพบว่ามีการจ่ายเงินค่าบำรุงการศึกษา แต่มิได้มีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรจริง หรือในบางกรณีสถานศึกษาได้มีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร แต่นักศึกษามิได้มีการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียนจริง(การฝึกสอน) ตามข้อกำหนดของมาตรฐานว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ดังนั้นป.ป.ช.จึงมีข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเป็นข้อเสนอแนะถึงคุรุสภาจำนวน 8 ข้อ สภามหาวิทยาลัย 2 ข้อ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) 4 ข้อ และสุดท้ายเป็นข้อเสนอแนะต่อผู้กำหนดนโยบาย(รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ อีก 5 ข้อ



