
ความแปลกประหลาดของระบอบปชต.ไทย
ความแปลกประหลาดของระบอบปชต.ไทย: แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
รูปแบบที่กฎหมายระบุตามหลักกฎหมายซึ่งแน่นอนว่าสำหรับผู้ที่จ่ายภาษีทั่วไปนั้นถือเป็นหน้าที่ซึ่งยากที่จะปฏิเสธ โดยหลายๆ ครั้งการจ่ายภาษีต้นทางถึงปลายทางนั้น เริ่มที่จะมีข้อสงสัยว่าจริงๆ แล้ววิธีการแบบนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำหรือจะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม เนื่องจากภาษีที่เข้าใจนั้นอยู่ในรูปกระทรวง ทบวง กรม เมื่อมีการแปรญัตติของแต่ละกรรมาธิการงบประมาณซึ่งว่าไปแล้วฝ่ายที่เคยเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่เคยเป็นรัฐบาล วิธีการคือพวกมากลากไปในแต่ละช่วงเวลาที่ฝ่ายไหนขึ้นมากำหนด ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะการโยงใยกับประชาชนนั้นทำได้ตามการต่อรองและการจัดตั้งเครือข่ายของการร่วมมือกันในการสนับสนุนยกมือซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องของการกำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายและแนวทางปฏิบัติ ว่าไปแล้วคือการเล่นปาหี่กันตามยุคสมัยซึ่งเยาวชนไม่ควรที่จะเอาเป็นแบบอย่าง
แต่สิ่งที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือในงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรลงมาเมื่อเอามาพิจารณาการใช้จ่ายในหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ก็จะเร่งการใช้จ่ายในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายนและในบางแห่ง อย่างเช่นในสถาบันการศึกษาพบว่าบางสถาบันมีการจัดอบรมกันถึง 20 วัน หรือเกือบทั้งเดือนเลยทีเดียว อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมแบบการแห่กันไปดูงานในต่างประเทศซึ่งได้กลายเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะต้องเร่งการใช้จ่ายงบประมาณ ถึงแม้ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผิดประเภทก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อาจจะต้องติดตามการใช้จ่ายเงินด้วย และหากไม่สามารถทำได้ตามที่ได้เสนองบประมาณไว้ ก็ควรที่จะคืนงบประมาณหรือตัดงบประมาณส่วนนี้ในปีถัดไปเพื่อเอาไปให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ที่จำเป็น
คำถามคือวิธีการที่ทำกันอยู่ในระบบการจัดสรรงบประมาณการใช้เวทีรัฐสภา ยังขาดมาตรวัดที่เป็นธรรมและไร้ประสิทธิภาพโดยเฉพาะกับผู้ที่มีรายได้ที่สามารถจ่ายภาษี กลไกดังกล่าวอีก 5-10 ปี ก็ไม่มีอนาคตเพราะไม่ได้กำหนดมาจากปัญหาและความต้องการโดยตรงของพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญยังขาดความรับผิดชอบต่อความเสี่ยงทางศีลธรรม เนื่องจากเป็นทรัพยากรของรัฐ หน่วยงาน ความแปลกประหลาดที่เห็นตรงนี้คงต้องค้นหารูปแบบใหม่ในการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ใช่เป็นเรื่องฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลโดยอาจมีสหพันธ์อาชีพและองค์กรต่างๆ ที่ต้องนำเสนอและพิสูจน์นโยบายโครงการของตนเองว่ายึดโยงไปกับประชาชนทุกกลุ่มได้ และที่สำคัญยังมีความเสี่ยงทางศีลธรรมที่ต่ำแก่กรรมาธิการตามระยะเวลาของการเสนอของบประมาณประจำปี
ในขณะที่หากภาครัฐต้องการโครงการขนาดใหญ่ก็ควรที่จะจัดการประกวดแข่งขันโครงการดีกว่าโดยให้ผูกยึดกับกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาไปในตัวซึ่งคล้ายกับงบวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติที่ทำอยู่ เพราะดูเหมือนว่ารูปแบบดังกล่าวจะมีความเป็นธรรมมากกว่า เพราะสามารถกำหนดมาตรวัดและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายที่มีความเป็นธรรมต่อสังคม บางองค์กรหน่วยงานอื่นๆ ที่ขายศีลธรรมและเป็นสื่อสาธารณะก็ควรจะใช้หลักการแบบเดียวกัน เพราะที่ดำเนินการอยู่นั้นแค่การขายศีลธรรมความดีอย่างเดียวไม่พอในการตอบคำถามด้านความเป็นธรรมและประสิทธิภาพ
ในปัจจุบันการเมืองควรจะตอบคำถามในเรื่องนี้มากกว่าตอบโจทย์หรือคำถามที่ว่า “จะเลือกตั้งพรรคใดเป็นรัฐบาล หรือว่าคุณทักษิณจะกลับหรือไม่กลับมา เพราะอย่างน้อยผู้ที่จ่ายภาษีจะได้มีทางเลือกในระบบของการปฏิรูปการเมืองไปอีกแบบหนึ่ง และความบกพร่องของระบอบที่เป็นอยู่ควรที่จะต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพราะเป็นระบอบที่ไม่มีอนาคต” แล้วผู้อ่านล่ะ คิดอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว…?



