
ฝนตกหนักหลากท่วม'ปากน้ำโพ'
ฝนตกหนักน้ำหลากท่วมขังปากน้ำโพเจ้าพระยามีระดับสูง นาข้าวเสียหายราว 2,000 ไร่ ขณะที่ กทม.เตรียมประสานรัฐบาลเร่งปล่อยน้ำออกทะเลช่วยพื้นที่ตอนบน กบอ.เผยสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังไม่น่าห่วง จับตาฝนปลายสัปดาห์รักษาระดับน้ำไม่ให้ล้นตลิ่ง
10ก.ย.2555 นายจิตตเกษม นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศบาลนครนครสวรรค์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำเหนือเริ่มรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอีกสักระยะหนึ่งก็จะต้องมาถึงจังหวัดนครสวรรค์อย่างแน่นอน ส่วนจะหนักหรือไม่นั้นต้องประเมินสถานการณ์เป็นระยะต่อไป ทั้งนี้ทางเทศบาลฯได้ประสานผู้รับเหมาสร้างที่ก่อสร้างพนังกั้นน้ำตลอดแนวให้เร่งทำงานตลอด 24 ชม. เพื่อให้ทันกับน้ำเหนือที่กำลังจะมาถึง ขณะที่นายปรีชา เรืองจันทร์ ผวจ.นครสวรรค์ เชิญหัวหน้าส่วนราชการประชุมด่วนเพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วม
นายวีระ ด่านสกุลเจริญ นายช่างชลประทานอาวุโส รักษาการ ผอ.โครงการชลประทานนครสวรรค์ แจ้งว่า ช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ จะมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่นครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง ทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำแม่วงก์เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เข้าท่วมแก่งเกาะใหญ่ ต.แม่เล่ย์ และทุ่งนาในเขต ต.วังซ่าน ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ และบางส่วนของ อ.ลาดยาว จึงขอประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ริมน้ำแม่วงก์ให้ระวังน้ำล้นตลิ่งและน้ำป่าไหลหลาก ส่วนมวลน้ำอีกด้านหนึ่งจะไหลไปตามแม่น้ำวังม้า ต.วังม้า อ.ลาดยาว แล้วไหลไปสมทบกับแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณบ้านหนองกระดูกเนื้อ ต.หนองนมวัว อ.ลาดยาว น้ำท่วมถนนราว 30 ซม. ระยะทาง 50 เมตร รถเล็กยังผ่านไปได้ ส่วนถนนสาย อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ไป อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี น้ำเริ่มท่วมถนนช่วงบ้านหนองจิกกรี ต.สร้อยละคร อ.ลาดยาว ระยะทางกว่า 1 กม. รถเล็กผ่านไม่ได้
ส่วนในตัวเมืองนครสวรรค์ตั้งแต่เวลา 12.30 น. ฝนเริ่มตกหนักในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ต่อเนื่องนานเกือบ 2 ชม. ทำให้น้ำจากเขาคีรีวงศ์ไหลทะลักมาตามถนนเข้าวัดคีรีวงศ์เข้าท่วมทะลักเข้าบ้านทั้ง 2 ฝั่งถนน และถนนดาวดึงส์บางส่วนถูกน้ำท่วมขังการจราจรติดขัด
สำหรับปริมาณน้ำท่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มสูงขึ้นปริ่มตลิ่งทำให้ที่ราษฎรที่อาศัยอยู่ชุมชนปางปรองและชุมชนวัดเขาหลายร้อยครอบครัวต้องรีบขนย้ายทรัพย์สินสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม ประชาชนต่างหวาดผวาเนื่องจากอยู่ติดกับบริเวณต้นแม่น้ำเจ้าพระยาและถูกน้ำท่วมมาตลอดทุกปี โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาเจอน้ำท่วมหนักมานานประมาณ 3 เดือน
พบแล้วศพชาวอุทัยธานีจมน้ำป่าถูกฝังใต้ทราย
จากกรณีฝนที่ตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำป่า จากป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พื้นที่ตำบลทองหลาง อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ไหลบ่าไปตามลำห้วยน้ำวิ่ง ส่งผลให้ นายอนันต์ สุวรรณมณี อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 123 หมู่ที่ 5 บ้านเขาจงโก้ ตำบลเขาบางแกรก อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี หนึ่งในชาวบ้านที่ลงไปเก็บสวะขวางทางน้ำในลำห้วย ถูกน้ำพัดและดูดลงไปในท่อระบายน้ำจมหายไป ล่าสุดได้พบศพนายอนันต์ ถูกฝังอยู่ใต้ทรายห่างจากจุดที่ตกน้ำประมาณ 20 เมตร ในลักษณะนอนคว่ำ จึงขุดน้ำศพขึ้นไปให้ญาติบำเพ็ญกุศลตามประเพณี
อ่างทองโผงเผงท่วมแล้วเดือดร้อน41ครัวเรือน
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่หมู่ 6 ต. โผงเผง อ.ป่าโมก จ. อ่างทอง นายวิศว ศะศิสมิต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง และผู้เกี่ยวข้องตรวจพื้นที่ผลกระทบกรณีน้ำท่วม ได้รับรายงาน ว่า ขณะนี้ระดับน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่ล้นตลิ่ง แต่น้ำได้เอ่อเช้าชุมชนบริเวณริมคลองโผงเผงแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่หมู่ 1 หมู่ 3 และหมู่ 6 ต.โผงเผง ทำให้บ้านเรื่อนประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว 41 ครัวเรือน ซึ่งได้ขนสิ่งของไว้ที่สูง และได้ประกาศให้ประชาชนในจุดเสี่ยงขนสิ่งของไว้ที่สูงและเตรียมสถานที่สำหรับพักสัตว์เลี้ยง เช่น วัว กระบือ ไว้ในที่สูงแล้ว
เกษตรกรเลี้ยงปลากะชังน็อคน้ำตาย
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายมานะ พุกลิ่น ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ต. โผงเผงว่าระดับน้ำสูงขึ้นจนเข้าท่วมบ้านเรือน ม. 4 จำนวน 2 ครัวเรือนยังไม่สร้างความเสียหายแต่ปลากะชังที่ชาวบ้านได้เลี้ยงไว้ในขณะนี้ได้ทนแรงดันน้ำที่ชลประทานที่ 12 ได้ปล่อยลงมาจากเขื่อน 2,000 ลบม/วินาที ทำให้ปลาทับทิมตายเป็นจำนวนมาก หลังจากรับแจ้งจึงเดินทางตรวจสอบ
เพชรบูรณ์น้ำท่วมหล่มสักรอบสอง
จากสภาพอากาศที่มีฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ทำให้ น้ำป่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำป่าสัก -คลองน้ำพุง ปริมาณน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มสูงขึ้นล้นตลิ่งเข้ามาท่วมบ้านเรือน ประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในเขตเทศบาล จำนวน 4 ชุมชน คือ ชุมชนท่ากกโพธิ์ ชุมชนวัดทุ่ง ชุมชนบ้านไร่ และชุมชนศรี บุญเรือง ระดับน้ำประมาณ 1 เมตร
ผู้ว่าฯลำพูนหวั่นดีเปรสชั่นเข้า
นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ตอนนี้ติดตามสถานการณ์อยู่ต่อเนื่อง ยังไม่สามารถตอบได้ว่าพ้นจากเดือนนี้ไปภาวะฝนตกหนักจะคลี่คลายหรือไม่ เพราะต้องมาลุ้นกันว่าหากมีพายุดีเปรสชั่นเข้ามา ก็อาจมีแนวโน้มเจอกับภาวะฝนตกหนักอีก
กทม.เร่งปล่อยน้ำออกทะเลช่วยพื้นที่ตอนบน
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พญ. มาลินี สุขเวชวรกิจ รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยภายหลังการประชุมเตรียมการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ว่า จากกรณีที่มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนชัยนาทเพื่อระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบน ซึ่งในที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์รวมถึงแผนการรับน้ำและการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ และยืนยันว่า กทม. สามารถรับปริมาณน้ำฝนได้ไม่เกิน 60 มิลลิเมตร (มม.) ต่อวินาที ขณะที่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถรับได้ 3,500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที แต่ล่าสุดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,500 ลบ.ม.ต่อวินาที อย่างไรก็ตาม กทม.ได้เตรียมมาตรการรองรับหากมีการปล่อยน้ำลงมาอย่างรวดเร็ว โดยจะเร่งผันน้ำออกสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด
ด้านนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม.มีความกังวลจากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบน ทำให้น้ำเหนือเริ่มไหลลงมายังพื้นที่ภาคกลางอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แม่น้ำสายสำคัญมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น ที่ประชุมจึงมอบหมายให้สำนักการระบายน้ำ (สนน.) รายงานข้อมูลไปยังรัฐบาล กทม. เพื่อให้เร่งทยอยผันน้ำออกสู่ทะเลโดยเร็ว ผ่านพื้นที่ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพฯ และเพื่อไม่ให้กักกันน้ำไว้เหมือนปี 2554 นอกจากนี้ กทม.จะประสานกับจังหวัดปริมณมฑล ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี อยุธยา นครปฐม สมุทรสาคร ในการระบายน้ำสู่ทะเลโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
กบอ.เผยสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังไม่น่าห่วง
คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ร่วมกับอธิบดีกรมชลประทาน และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ภายหลังจาก นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหารือเร่งด่วนถึงสถานการณ์น้ำ ณ ปัจจุบัน หลังจากเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กลางน้ำหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดอ่างทอง และสุโขทัย
นายรอยล จิตรดอน หนึ่งในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ ปัจจุบัน ยังเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในพื้นที่เหนือเขื่อน ด้วยการปล่อยน้ำจากเขื่อนในอัตราที่เหมาะสม เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ที่กำหนด เช่น เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ที่มีอัตราการปล่อยน้ำเฉลี่ยที่ 60-70 ลบ.ม./วินาที โดยที่สูงสุดไม่เกิน 100 ลบ.ม./วินาที ในขณะที่พื้นที่ใต้เขื่อนได้มีการพร่องน้ำตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (ปลายเดือน ส.ค.-ก.ย.)
ทั้งนี้การระบายน้ำต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตัวอย่างเช่นการระบายน้ำในพื้นที่ปลายน้ำ หรือ กทม. โดยใช้ศักยภาพของคลองที่มีอยู่ทั้งหมด ยังต้องอาศัยระยะเวลาในการระบายน้ำราว 3-4 วัน แต่การระบายน้ำในระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา พื้นที่รวมกว่า 9 หมื่นตารางเมตร การเร่งระบายน้ำไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะมีความเสี่ยงทำให้ตลิ่งพังได้
“จุดที่ต้องเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งคือประตูระบายน้ำชุมแสง จังหวัดพิจิตร และประตูระบายน้ำในเขตจังหวัดสุโขทัยที่ระดับน้ำมาก เกือบล้นตลิ่ง” นายรอยลกล่าว และว่า ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ จะยังคงมีฝนบ้าง แต่ไม่มากเท่าสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปริมาณฝนยังอยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 20 ตามที่คาดการณ์ ซึ่งภายหลังจากการทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองฝั่งตะวันตก และปฏิบัติการระบายน้ำฉุกเฉินคลองฝั่งตะวันออก ทำให้รู้ศักยภาพของคลองในการระบายน้ำ ซึ่งการปล่อยน้ำจะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่คลองจะรับไหว
ด้าน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า หลังจากนี้หากเกิดฝนตกเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนขนาดใหญ่ยังคงรับน้ำไว้ได้หมด อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากรมชลประทานได้ดำเนินการพร่องน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุ่งรังสิต โดยศักยภาพของคลองระพีพัฒน์อยู่ที่ 210 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันอัตราในการระบายน้ำที่คลองระพีพัฒน์อยู่ที่ 180 ลบ.ม/วินาที ระดับน้ำในคลองหกวาอยู่ที่ 1.3 เมตร โดยพยายามรักษาระดับไว้ที่ 1 ใน 4 ของความจุ และมีการระบายออกที่ 50-70 ลบ.ม./วินาที หากมีการเก็บกักน้ำไว้จริงอย่างที่หลายคนเข้าใจ น้ำในคลองระพีพัฒน์มีความจุมากกว่าระดับน้ำในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ผลจากการพร่องหน้าเขื่อนเจ้าพระยาส่วนหนึ่งเพื่อใช้สำหรับทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองฝั่งตะวันออก ช่วยเพิ่มศักยภาพในการรับน้ำได้อีก 30-50 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้น้ำไหลเข้าคลองทั้ง 2 ฝั่ง คือคลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองชัยนาท-อยุธยา ในฝั่งตะวันออก ส่วนด้านตะวันตกผันน้ำเข้าแม่น้ำสุพรรณ และแม่น้ำน้อย ซึ่งเป็นไปตามแผนบริหารจัดการที่ได้วางไว้
ด้าน นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ระดับน้ำในภาพรวมของจังหวัดอ่างทองยังคงต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร แต่มีน้ำเอ่อล้นเข้าชุมชนประมาณ 30 ครัวเรือน ในตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก ที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำกว่าจุดอื่น ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ได้เข้าให้การช่วยเหลือ ยกของขึ้นที่สูงสำหรับสถานการณ์ฝนแล้ง ใน 8 จังหวัด ที่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้งก่อนหน้านี้ ปัจจุบันสถานการณ์ฝนดีขึ้น ประกอบกับการทำฝนหลวง ทำให้ปัญหาภัยแล้งคงเหลือเพียง 4 จังหวัด พัทลุง นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ และสุราษฎ์ธานี และคาดว่าสถานการณ์กำลังคลี่คลาย และคาดว่าจะยกเลิกประกาศภัยแล้งได้ 3 จังหวัดในวันพรุ่งนี้



