ข่าว

ไขข้อข้องใจภาษีคน'บันเทิง'

ไขข้อข้องใจภาษีคน'บันเทิง'

10 ก.ย. 2555

สัมภาษณ์พิเศษ : ไขข้อข้องใจภาษีคน 'บันเทิง' สรรพากรเร่งแก้กฎหมายปิดทางเลี่ยง : โดย ... ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง

          จากกรณีข้อพิพาทของบริษัทผู้รับจัดงานอีเวนท์ ว่าจ้างนักแสดงสาว ”พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” จนลุกลามบานปลายมาถึงเรื่องการหักภาษีเงินได้ จนเป็นกระแสร้อนในสังคม ทำให้กรมสรรพากรต้องออกมารับลูกเรื่องการตรวจสอบการเสียภาษีของดารานักแสดงนั้น ที่จริงแล้วเรื่องของดารากับการเสียภาษีเคยมีข่าวดังมาหลายครั้ง โดยเฉพาะในอดีตมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังดาราดังๆ ซึ่งเป็นเงินก้อนโต จนบางคนถึงขั้นล้มละลาย หรือต้องทยอยผ่อนจ่าย เช่น จารุณี สุขสวัสดิ์, สมบัติ เมทะนี, เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นต้น และดูเหมือนภาษีจะเป็นของแสลงของคนในแวดวงบันเทิงกันเลยทีเดียว

 

หักภาษี ณ ที่จ่ายป้องกันโดนย้อนหลัง 

 

          นางจิตรมณี สุวรรณพูล รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร อธิบายถึงการเสียภาษีของกลุ่มนักแสดงสาธารณะ ว่านักแสดงรุ่นใหม่ๆ  ไม่ค่อยมีปัญหาในการยื่นภาษีเหมือนในอดีต เนื่องจากกรมได้รณรงค์ให้ข้อมูลการเสียภาษีอย่างต่อเนื่อง และส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีความรู้ความเข้าใจถึงหน้าที่ของผู้เสียภาษีมากขึ้น หรือมีตัวแทน สำนักงานบัญชี หรือแม้แต่คนของกรมให้ข้อมูลแนะนำ ซึ่งหน้าที่ในการยื่นเสียภาษีของดารานักแสดงจะต้องเสียภาษีกลางปีในเดือนกันยายน โดยภาษีกลางปีนี้ กรมเพียงเก็บไว้เป็นข้อมูลเท่านั้นจะยังไม่เข้าไปตรวจสอบว่าเสียถูกต้องหรือไม่ และต้องยื่นเสียภาษีปลายปีอีกครั้งภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป 

          จากนั้นกรมจึงจะมีอำนาจในการตรวจสอบแบบภ.ง.ด. 90 ที่นักแสดงยื่นเข้ามาว่าตรงกับฐานข้อมูลที่เก็บไว้ในแต่ละเดือนหรือไม่ โดยเฉพาะการสอบทานกับการยื่นแบบที่บริษัทผู้ว่าจ้างดารานำส่งรายได้หักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของเงินได้เข้ามาที่กรมสรรพากร ซึ่งบริษัทผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน  

          สำหรับการกำหนดให้ผู้ว่าจ้างไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เช่น บริษัทออแกไนเซอร์ ต้องมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของรายได้ที่จ่ายให้ดารานั้น ถือเป็นประโยชน์ทั้งตัวดาราและบริษัทผู้จ่ายเงินเอง เพราะจะช่วยป้องกันการหลงลืมของดาราและการทยอยหักไว้เพื่อไม่ให้เป็นภาระภาษีก้อนใหญ่ในช่วงปลายปีที่ต้องนำเงินได้ทั้งหมดไปรวมคำนวณเสียภาษี และสามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้มาเครดิตออกจากภาษีสิ้นปีได้ ส่วนบริษัทเองก็จะรู้ว่าแต่ละเดือนมีรายได้รายจ่ายเท่าไหร่และจะได้ทำให้ถูกต้อง 

          “การให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเริ่มใช้มาตั้งปี 2535 ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่ได้กำหนดไว้ ทำให้ดาราดังๆ ในอดีตต้องถูกเรียกเสียภาษีย้อนหลังไป 10 ปี กรณีที่ไม่ยื่นแบบ โดยกรมจะประเมินจากหนัง ละคร งานที่รับและค่าตัวหรือรายได้ที่คาดว่าได้รับ ทำให้บางรายเป็นเงินภาษีก้อนโต ซึ่งอาจถึงขั้นล้มละลายหรือต้องขอผ่อนจ่าย ส่วนผู้ยื่นแบบแต่เสียไม่ครบก็จะตรวจสอบย้อนหลังไป 5 ปี แต่ปัจจุบันนี้กรมอาจจะดูย้อนหลังไปแค่ 2-3 ปี ยกเว้นมีการแจ้งเบาะแสหรือมีมูลกรมจึงจะตรวจสอบย้อนหลังไปนานกว่านั้น”

 

ดาราค่าตัวแพงเสียภาษีหลักล้าน 

 

          นางจิตรมณี ยกตัวอย่างกรณีของดาราสาว”พลอย-เฌอมาลย์” ที่กำลังเป็นกระแสสังคมขณะนี้ว่า กรมไม่ได้มีเป้าหมายจ้องตรวจสอบการเสียภาษีของดาราสาว แต่เมื่อมีกรณีพิพาทที่มีประเด็นเกี่ยวเนื่องมาถึงภาษีก็ต้องเข้าไปตรวจสอบตามอำนาจ เพราะกฎหมายมาตรา 10 ตามประมวลรัษฎากรนั้น กรมไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลการเสียภาษีของผู้ใดได้ เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทางดาราสาวควรไม่ควรโกรธกรม เพราะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลจากผู้ว่าจ้าง และขณะนี้ก็ไม่ได้ชี้ชัดว่าดาราสาวกระทำผิดจริง และกรณีดังกล่าวก็น่าจะช่วยให้ดาราคนอื่นๆ มีความตื่นตัวเรื่องการยื่นเสียภาษีมากขึ้น 

          เนื่องจากการตรวจสอบภาษีต้องตรวจสอบจากการยื่นแบบ ดังนั้น รายได้ที่เกิดขึ้นในปีนี้ กรมจึงยังไม่มีอำนาจเรียกมาตรวจสอบ หรือประเมินภาษีใหม่ แม้จะมีหลักฐานบ่งชี้ว่าความผิดกำลังจะเกิดขึ้นกรณีใช้ชื่อบุคคลอื่นรับเงินแทนก็ตาม โดยระหว่างนี้จนถึงปลายปีเจ้าตัวอาจจะมีการปรับปรุงการยื่นแบบให้ถูกต้องครบถ้วนก็เป็นได้ ซึ่งขณะนี้กรมทำได้เพียงตรวจสอบการยื่นแบบของปีก่อนและเรียกบริษัทผู้ว่าจ้างที่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมมาชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น 

          โฆษกกรมสรรพากรให้ข้อมูลอีกว่า ในการคำนวณภาษีปลายปีของดารานักแสดงนั้น ต้องนำรายได้ทั้งหมดมาคำนวณ โดยนักแสดงสามารถหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้แบบเหมาจ่ายไม่เกิน 6 แสนบาทต่อปีตามมาตรา 40(8) ซึ่งกฎหมายเปิดช่องสำหรับนักแสดงสาธารณะที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการแต่งตัวเพื่อให้ดูดีเมื่อต้องออกสื่อ ตามหลักกฎหมายให้เอารายได้ส่วนของ 3 แสนบาทแรกหักได้ 60% เป็นเงิน 1.8 แสนบาทส่วนที่เกิน 3 แสนหักได้อีก 40% แต่รวมกันต้องไม่เกิน 6 แสนบาท ขณะที่บุคคลทั่วไปจะเข้าตามมาตรา 40 (2) หักค่าใช้จ่ายได้เพียง 6 หมื่นบาทต่อปีเท่านั้น แต่ดาราหักได้มากกว่าถึง 10 เท่า

          ทั้งนี้ หากนักแสดงมีค่าใช้จ่ายเกินกว่า 6 แสนบาทก็สามารถขอหักได้มากกว่านี้ แต่ต้องมีหลักฐานเอกสาร ใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่างๆ มาแสดง เช่น แสดงละครเรื่องนั้นๆ ต้องมีค่าชุดแพงเป็นล้าน เป็นต้น แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีดารานำหลักฐานมาขอหักเพิ่ม เพราะอาจจะมองว่ายุ่งยากเกินไปและอาจไม่มีหลักฐานมาแสดงด้วย จึงไม่มีใครใช้วิธีการนี้ 

          นอกจากนี้ ดารานักแสดงยังสามารถหักลดหย่อนส่วนตัวได้อีก 3 หมื่นบาท หากซื้อบ้านก็นำดอกเบี้ยมาหักลดหย่อนได้ตามปกติ รวมถึงการซื้อประกันชีวิต กองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว จากนั้นก็นำรายได้สุทธิที่เหลือมาคำนวณภาระภาษีที่แท้จริง โดยจะนำไปเข้าอัตราขั้นบันได้ที่กรมฯกำหนดไว้ 

          ทั้งนี้ อัตราภาษีเงินได้ในปัจจุบันของกรมจัดเก็บเป็นขั้นบันได เริ่มจากรายได้ไม่เกิน 1.5 แสนบาทต่อปีจะได้รับการยกเว้นภาษี รายได้ส่วนที่เกิน 1.5 แสนบาทแต่ไม่เกิน 5 แสนบาทเสียในอัตรา 10% รายได้ 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านเสียในอัตรา 20% รายได้ 1 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 4 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 4 ล้านบาท เสียในอัตรา 30% และรายได้ส่วนที่เกิน 4 ล้านบาท จำต้องเสียในอัตรา 37% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุด 

          รองอธิบดีกรมสรรพากร ยกตัวอย่างการเสียภาษีของดาราว่า คนส่วนใหญ่อาจจะเข้าใจว่าเอารายได้สุทธิทั้งจำนวนมาเข้าขั้นอัตราภาษี เช่น หากมีรายได้สุทธิปีละ 10 ล้านบาท ไม่ใช่ว่าเอาทั้ง 10 ล้านบาทมาเสียในอัตรา 37% แต่จะให้นำรายได้สุทธิ 4 ล้านบาทแรกมาคำนวณภาษีที่ 30% ก็จะเป็นเม็ดเงินภาษี 1.035 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 4 ล้านหรืออีก 6 ล้านบาทที่เหลือก็นำมาคำนวณภาษีในอัตรา 37% ก็จะเป็นเงินอีก 2.22 ล้านบาท รวม 2 ส่วนก็จะเป็นเม็ดเงินภาษี 3.25 ล้านบาทต่อปี เป็นต้น 

          “ดาราดังๆ น่าจะมีรายได้มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี หลายคนจึงเสียภาษีหลายล้านบาท ซึ่งกรมไม่ได้จ้องรีดภาษีจากคนกลุ่มนี้ เพราะเราให้ประเมินตัวเองก่อนที่กรมจะเรียกประเมิน โดยใช้วิธีสุ่มตรวจสอบไม่ได้ตรวจทุกรายและยอมรับว่ากรมคงไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้ง 100% หากจะตรวจเข้มงวดจริงๆ อาจมีการหลบเลี่ยงทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาก็ได้ ดูได้จากดาราส่นใหญ่ที่ไม่ค่อยยอมบอกค่าตัวที่แท้จริงหรือไม่มีใครประกาศหรอกว่าเสียภาษีเท่าไหร่เพราะจะประเมินกลับมาเป็นรายได้จริงได้”

 

แฉเลี่ยงโดยตั้งคณะบุคคล-บริษัท 

 

          โฆษกกรมสรรพากร ชี้แจงถึงวิธีการหลบเลี่ยงภาษีโดยการจ่ายภาษีให้น้อยลงว่า ที่ผ่านมากรมตรวจพบอาชีพอิสระที่มีรายได้มาก เช่น ดารานักแสดง นักบัญชี ทนาย จะมีการจัดตั้งคณะบุคคลขึ้นมา เพื่อกระจายรายได้และเสียภาษีในแต่ละคณะในอัตราต่ำลง ซึ่งก่อนหน้านี้กรมได้ออกเลขทะเบียนเสียภาษีให้คณะบุคคลเพื่อการนี้ไปจำนวนมาก เพราะคณะบุคคลสามารถจัดตั้งได้ง่ายเพียงมีรายชื่อมากกว่า 2 คนตั้งขึ้นมา เพื่อทำงานบางอย่างร่วมกันที่ทำให้เกิดเป็นดอกผลหรือรายได้ ทำให้บางรายนำชื่อของคนสวน คนขับรถมาร่วมตั้งคณะบุคคลหลายคณะเพื่อกระจายรายได้ออกไปเสียต่ำกว่าเป็นความจริง 

          ดังนั้น เมื่อกรมตรวจพบก็จะให้นำรายได้จากคณะบุคคลมารวมเป็นรายได้ก้อนใหญ่เพื่อเสียภาษีในอัตราที่แท้จริง รวมทั้งกำลังแก้ไขกฎหมายให้การจัดตั้งคณะบุคคลให้มีความเข้มงวดมากขึ้นด้วย ซึ่งรอเสนอเข้าสู่การพิจาณาของคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้ 

          นอกจากนี้ ยังตรวจพบดารานักแสดงบางรายมีการตั้งในรูปของบริษัทเพื่อรับงาน หรือรับจัดงานกิจกรรมบันเทิงอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เป็นรายได้เข้าบริษัท และเสียภาษีเป็นเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 30% ซึ่งตอนนี้ลดเหลือ 23% แต่หากทำแบบนี้ก็จะมีความยุ่งยากและต้องมีเอกสารหลักฐานแสดงรายรับรายจ่ายในการยื่นเสียภาษีทุกขั้นตอน

 

นักธุรกิจนำโด่งเสียภาษีมากสุด 

 

          นางจิตรมณียอมรับว่า ที่ผ่านมากรมไม่ได้แยกข้อมูลของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่าเป็นกลุ่มไหน เสียภาษี เท่าไหร่ อย่างไร เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีฐานผู้เสียภาษีปัจจุบัน 9.6 ล้านราย คิดเป็นเม็ดเงินภาษี 1.64 หมื่นล้านบาท ถือเป็นส่วนเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้รวมที่กรมจัดเก็บปีละ 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้เป็นกลุ่มผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 (อาชีพอิสระ) ประมาณ 2 ล้านราย และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 ผู้มีรายได้ประจำจำนวน 7.54 ล้านราย ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่กว่า 

          นอกจากนี้ จากฐานข้อมูลพบว่าในจำนวนนี้มีผู้ยื่นขอคืนภาษีถึง 2.1 ล้านราย และในจำนวนที่เหลือ 7 ล้านกว่ารายเป็นกลุ่มผู้เสียภาษีรายใหญ่หรือมีเม็ดเงินภาษีมากประมาณ 6 หมื่นรายเท่านั้น ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นนักธุรกิจ หรือจ้าของธุรกิจมากที่สุด ส่วนผู้มีอาชีพหมอ วิศวกรอาจมีบ้าง ขณะที่ดารานั้นน่าจะมีส่วนน้อยหรือแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ แต่ยอมรับว่าดาราดังๆ ที่กรมทราบข้อมูลจากสื่อว่าเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าหลายชิ้นได้ค่าตัว 7 หลัก ออกงานครั้งละเป็นแสนบาท ก็พอจะประเมินคร่าวๆ ว่ามีรายได้เกินกว่า 4 ล้านบาทต่อปีแน่นอน และต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด 37% แต่ยังไม่เคยเข้าไปดูข้อมูลว่ามีผู้เสียภาษีสูงสุดเป็นเงินเท่าไหร่

 

-------------------- 

ดาราหนาวรับรู้เรื่อง 'ภาษี' น้อย

 

          ความขัดแย้งระหว่างบริษัทผู้รับจัดงานและดาราสาว "พลอย" เฌอมาลย์ ที่บานปลายไปเกี่ยวข้องการเสียภาษีของอาชีพดารานักแสดงที่อาจมีการคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทำให้กรมสรรพากรต้องเปิดเวทีสัมมนาให้ความรู้เรื่อง "การเสียภาษีอากรของนักแสดงสาธารณะ" โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้าฟังประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้จัดการ ตัวแทนของศิลปิน ดารา สำนักงานบัญชี บริษัทผู้จัดการ หรือออแกไนเซอร์ ขณะที่ศิลปินที่มาร่วมงานมีเพียง 15 คน ได้แก่ “พลอย" เฌอมาลย์ ที่กรมส่งหนังสือเชิญไปโดยตรง "เบนซ์" พรชิตา "เคน" ภูภูมิ โก๊ะตี๋ "นก" จริยา "หลุยส์" อัมรินทร์ "บอย" โชคชัย "จิ๊บ" ปกฉัตร เป็นต้น 

          กรณีของดาราสาว "พลอย" เฌอมาลย์ ยังจุดประกายให้กรมสรรพากรเข้าไปตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายของดารา โดยบริษัทผู้ว่าจ้างต่างๆ ทุกรายด้วย เพื่อเก็บเป็นข้อมูลในการตรวจสอบการยื่นภาษีของดารานักแสดงในช่วงปลายปีนี้ แน่นอนว่าหากมีใครตุกติกหรือหลงลืมไม่ยื่นเสียให้ถูกต้อง อาจโดนเรียกตัวมาชี้แจงและประเมินภาษีใหม่พร้อมดำเนินการทางกฎหมายอีกด้วย ทำให้ตอนนี้เชื่อว่าดาราหลายคนคงจะหนาวไปตามๆ กัน

          "นก" จริยา ดารานักแสดงและผู้จัดยอมรับว่า ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องของภาษีมากนัก ที่ผ่านมามีตัวแทนจัดการให้ตลอด ซึ่งจากความเข้มงวดของกรมสรรพากร ทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้นในเรื่องเอกสารหลักฐานต่างๆ และต้องขอดูจากตัวแทนด้วยว่าดำเนินการเรื่องภาษีถูกต้องหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีหลงลืมไม่ได้ยื่นภาษีครบถ้วนบ้าง ทำให้กรมมีการเรียกประเมินใหม่เป็นเงินก้อนโต จึงเดินเข้าไปเจรจากับกรมสรรพากรเพื่อขอผ่อนชำระ

          "อาชีพนักแสดงน่าสงสาร ไม่ใช่ว่าจะมีรายได้เข้ามาทั้งปี บางช่วงก็ไม่มีรายได้แต่ยังก็มีรายจ่ายมากและมีภาษีสังคมสูง ส่วนเรื่องภาษีก็ยากเกินไปที่จะทำเองต้องหาคนมาช่วย ยิ่งตอนนี้เป็นผู้จัดและต้องจ่ายค่าตัวดาราด้วยก็ยิ่งรู้สึกขนหัวลุกคงต้องระวังมากขึ้น และจะขอร้องไม่ให้มีการเอาชื่อคนอื่นมารับเงินแทนด้วยเพราะเราก็ไม่อยากมีปัญหากับกรมสรรพากร" 

          ด้าน "บอย" โชคชัย ดารารุ่นใหม่ ยอมรับว่ายังไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีมากนัก แต่ก็พยายามจะศึกษาข้อมูลหรือมาฟังการชี้แจงจากกรมสรรพากร ซึ่งการจัดสัมมนาบ่อยๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น ส่วนการจัดการเรื่องภาษีนั้นให้ผู้จัดการทำแทนและมีสำนักงานบัญชีที่ไว้ใจได้เป็นผู้ดูแล โดยยืนยันว่าที่ผ่านมายื่นภาษีถูกต้องครบถ้วนเพื่อให้รัฐบาลมีเงินไปใช้พัฒนาประเทศ ที่สำคัญการเป็นดารานักแสดงต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้สังคมด้วย

 

--------------------

(สัมภาษณ์พิเศษ : ไขข้อข้องใจภาษีคน 'บันเทิง' สรรพากรเร่งแก้กฎหมายปิดทางเลี่ยง : โดย ... ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)