
สำคัญที่ 'วัย' - 'ใจ' ไม่เกี่ยว
สำคัญที่ 'วัย' - 'ใจ' ไม่เกี่ยว : วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
นั่งมองการใช้ชีวิตของผู้คนที่ผันผ่านเข้ามาในชีวิตแล้ว พลันได้คิดว่า เรื่องของไลฟ์สไตล์หรือความชอบ ไม่ได้มีอิทธิพลในการกำหนดรูปแบบการใช้ชีวิตมากไปกว่าเรื่องของ “อายุ” หรือ “วัย”
เพราะถึงแม้ “ใจ” จะรักกีฬาฟุตบอลและต้องหาเวลานัดเตะกับเพื่อนๆ ทุกครั้งเมื่อตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ แต่พอสังขารร่วงโรย วัยเกษียณถามหา ต่อให้รักฟุตบอลแค่ไหน ก็ทำได้เพียงนั่งดู กับออกกำลังกายเบาๆ ยืดเส้นยืดสายตามประสาผู้สูงอายุ
และเพราะถึงแม้ “ใจ” จะพิสมัยในอาหารเลิศรสแค่ไหน แต่ด้วย “วัย” ที่มากขึ้น ก็ไม่สามารถที่จะลิ้มรสอาหารที่ครั้งหนึ่งเคยรื่นรมย์ แต่ต้องรับประทานอาหารที่เหมาะกับอายุ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับร่างกายมากที่สุด และเป็นโทษหรือเป็นปัญหากับร่างกายน้อยที่สุด
รูปแบบการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกีฬา อาหาร งานอดิเรก หรือแม้กระทั่งเรื่องของการลงทุน การบริหารจัดการเงินทอง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ภาคบังคับหลังจากพ้นวัยเกษียณ ก็ล้วนมี “วัย” เป็นตัวกำหนด โดยที่ “ใจ” ไม่เกี่ยวทั้งสิ้น
พอเหมาะพอดีกับสิ้นเดือนกันยายนนี้ จะเป็นช่วงเกษียณอายุที่หลายๆ ท่านอาจจะกำลังคิดหรือตัดสินใจว่า จะลงทุนแบบไหน อย่างไร เพื่อที่จะบริหารจัดการชีวิตที่เหลือในช่วงที่ไม่มีรายได้เข้ามา ซึ่งจริงๆ แล้วโดยพื้นฐาน หลายท่านก็คงทราบดีว่า การลงทุนที่เหมาะกับผู้สูงอายุวัยเกษียณนั้น เงินลงทุนส่วนใหญ่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสม่ำเสมอ เช่น ลงทุนในตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้ ที่มีความเสี่ยงต่ำ และให้ผลตอบแทนรูปของดอกเบี้ยสม่ำเสมอ
ส่วนถ้าใครรับความเสี่ยงได้ต่ำกว่านั้น เงินออมก็อาจจะอยู่ในรูปของเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้หรือกองทุนตราสารหนี้ ดังนั้น เมื่อรู้ว่า โดยหลักพื้นฐานเป็นแบบนี้แล้ว คราวนี้ลองมาดูกันบ้างว่า ช่วงนี้มีผลิตภัณฑ์อะไรออกมาให้คนวัยเกษียณได้เลือกช็อปปิ้ง ได้เลือกพิจารณากันบ้าง
ที่กำลังเสนอขายอยู่ในขณะนี้ และออกจะเงียบๆ ผิดวิสัยที่ปกติจะมีข่าวคราวครึกโครมกว่านี้ ก็คือ การเสนอขายพันธบัตรออมทรัพย์อายุ 6 ปีของกระทรวงการคลัง วงเงิน 80,000 ล้านบาท ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ไว้ที่ 3.99% จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง วงเงินซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยจะเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปจนถึงวันที่ 14 กันยายนนี้ ผ่านธนาคารพาณิชย์ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ หลังจากที่เปิดเสนอขายรอบแรกให้แก่ประชาชนที่มีอายุเกินกว่า 60 ปีไปแล้วเมื่อวันที่ 3-4 กันยายน
มีความเป็นไปได้ว่า การเสนอขายพันธบัตรออมทรัพย์ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีข่าวมีคราวคึกคักเท่าไหร่นั้น เป็นเพราะ “คู่แข่ง” ในช่วงนี้มีมาก ไม่ว่าจะเป็นการเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ อายุ 12 ปี ให้ผลตอบแทน 4.65% ต่อปี โดยจ่ายผลตอบแทนทุก 3 เดือน ลงทุนขั้นต่ำ 100,000 บาท ซึ่งเสนอขายเมื่อวันที่ 5 กันยายนเป็นวันแรก และสามารถปิดการขายในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทได้ภายในวันเดียว เพราะทั้งผลตอบแทน 4.65% และอัตราความน่าเชื่อถือในระดับ AA ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ประชาชนสนใจหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ของแบงก์ไทยพาณิชย์
ไม่เพียงแค่หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ยังมีเงินฝากพิเศษอีก 3 รุ่น ที่จะรับฝากจนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ ได้แก่ เงินฝากพิเศษ 7 เดือน ดอกเบี้ย 3.3% เงินฝากพิเศษ 11 เดือน ดอกเบี้ย 3.46% และเงินฝากพิเศษ 22 เดือน ดอกเบี้ย 3.85%
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เปิดตัว "เงินฝากดอกเบี้ยสุขใจ 8" โดยผู้ฝากต้องเปิดบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท แต่ไม่จำกัดเพดานเงินฝาก ระยะเวลาฝาก 16 เดือน ดอกเบี้ยจะเป็นแบบขั้นบันไดทุก 4 เดือน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.40% และบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี
เช่นเดียวกับธนาคารกสิกรไทย ที่ขยายเวลารับเงินฝากประจำขั้นบันไดดอกสูงว้าว! 18 เดือน ออกไปถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ โดยเงินฝากแคมเปญนี้จะจ่ายดอกเบี้ยแบบขั้นบันได เดือนที่ 1-5 ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.85% ต่อปี เดือนที่ 6-9 อยู่ที่ 2.65% ต่อปี เดือนที่ 10-13 อยู่ที่ 3.35% ต่อปี เดือนที่14-17 อยู่ที่ 4.15% ต่อปี และเดือนที่ 18 อยู่ที่ 15% ต่อปี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเมื่อฝากครบกำหนดจะอยู่ที่ 3.61% ต่อปี ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าว ด้วยวงเงินฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท พร้อมรับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ซึ่งในกรณีต้องการถอนเงินฝากก่อนครบกำหนด ลูกค้ายังสามารถได้รับดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่ฝากไว้จริงในอัตรา1.85% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ธนาคารกรุงเทพ ได้ออกเงินฝากประจำพิเศษ 4 เดือนดอกเบี้ยสูง 3% ต่อปี และระยะเวลา 11 เดือน ดอกเบี้ยสูงถึง 3.30% ต่อปี เปิดบัญชีขั้นต่ำ 2 แสนบาท ซึ่งธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบระยะเวลาการฝาก โดยจะรับฝากจนถึงวันที่ 28 กันยายนนี้
แคมเปญเงินฝากที่ระดมออกมา “แข่งขัน” กันมากมายในขณะนี้ หลายคนเรียกว่า “สงคราม” แต่เป็นสงครามที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีเงินออมที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนจากเงินออม โดยเฉพาะผู้มีเงินออมในวัยเกษียณหรือวัยใกล้เกษียณที่ต้องการความเสี่ยงต่ำตามวัยที่ล่วงเลย
นอกเหนือจากพันธบัตรรัฐบาลหรือเงินฝากแล้ว กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็นับว่ามีความน่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนวัยเกษียณเช่นเดียวกัน เพราะมีระดับความเสี่ยงปานกลางและให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายกองทุนที่มีประวัติจ่ายปันผลสม่ำเสมอ
ฝ่ายวางแผนการลงทุนของธนาคารกสิกรไทย แนะนำเพิ่มสำหรับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ว่าจะอยู่ที่ทรัพย์สินที่กองทุนลงทุนว่า เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้ค่าเช่าได้มากน้อยแค่ไหน และความสามารถในการบริหารทรัพย์สินว่า มีการดูแลและบริหารหารายได้ได้ดีเพียงใด ซึ่งหากสนใจลงทุน ก็สามารถแบ่งสัดส่วนการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 10% ของเงินออม
ส่วนเรื่องทองคำและหุ้นนั้น ต้องยอมรับว่า “ความเสี่ยง” ค่อนข้างสูงกว่าการลงทุนแบบอื่นๆ ดังนั้น แม้จะชอบแค่ไหน ใจรักเพียงใด แต่เมื่อใช้ “วัย” เป็นที่ตั้งแล้ว เลี่ยงได้ก็น่าจะเลี่ยง เพราะดีกับหัวใจและสุขภาพ
........................................
(สำคัญที่ 'วัย' - 'ใจ' ไม่เกี่ยว : วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



