ข่าว

สนั่น!รง.น้ำแข็งเมืองโคราชระเบิดเจ็บ4

สนั่น!รง.น้ำแข็งเมืองโคราชระเบิดเจ็บ4

07 ก.ย. 2555

เกิดเหตุโรงงานน้ำแข็งชื่อดังกลางเมืองโคราช ระเบิดอย่างรุนแรง ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายหลายหลัง บาดเจ็บ 4 ราย เบื้องต้นคาดเกิดจากระบบผลิตน้ำแข็งขัดข้อง

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ก.ย. 55  พ.ต.ท.พิษณุ กองทองนอก สารวัตรเวร สภ.เมืองนครราชสีมา รับแจ้งเกิดเหตุโรงงานน้ำแข็ง เอ็น.เอ. โคราช อยู่เลขที่ 420/1 ถ.สนามกีฬากลาง ภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ระเบิด เป็นเหตุให้มีลูกจ้างของโรงงานน้ำแข็งดังกล่าวได้รับบาดเจ็บหลายราย จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยสว่างเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา และประสานไปยังทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา นำเจ้าหน้าที่หน่วยเผชิญเหตุสารเคมีและอุปกรณ์เก็บกู้สารเคมีในที่เกิดเหตุ เนื่องจากมีรายงานว่ามีสารเคมีภายในเครื่องผลิตน้ำแข็งรั่วไหล แต่จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่ไม่พบว่ามีสารเคมีรั่วไหลแต่อย่างใด นอกจากนี้ทางเทศบาลนครนครราชสีมายังประสานรถดับเพลิงไปยังจุดเกิดเหตุอีก 2 คันเพื่อร่วมระงับเหตุด้วย 

          ที่เกิดเหตุเป็นโรงงานผลิตน้ำแข็งเอ็น.เอ.โคราช และน้ำดื่มเอ็นเอ ที่มีนายวรพจน์ ศิวะตระกูล เป็นเจ้าของ ด้านหน้าเป็นส่วนเครื่องจักรผลิตน้ำแข็งหลอด และจุดติดต่อประสานงาน ส่วนด้านหลังของโรงงานเป็นส่วนผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด และสำนักงาน โดยทั้งโรงงานได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดอย่างรุนแรง เครื่องจักรในการผลิตน้ำแข็งและผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดพังเสียหายทั้งระบบ 

          นอกจากนี้ตัวอาคารของโรงงานทั้งหลังคา สำนักงานถูกแรงระเบิดทำให้หลังคา ห้องกระจก ฝาผนัง พังเสียหายทั้งอาคาร รวมไปถึงโรงจอดรถด้านหลังโรงงานถูกแรงระเบิดพังถล่มเสียหายทั้งหมด ทั้งนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและตัวอาคารที่พังถล่มรวม 4 รายเป็นชาย 2 ราย หญิง 2 ราย ทั้งหมดเป็นลูกจ้างของโรงงาน ถูกแรงระเบิดกระแทกและเศษชิ้นส่วนวัสดุตกใส่ตามร่างกาย ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย ทราบชื่อคือนายเศกสิทธิ พิกุลสวัสดิ์ อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 203/8 หมู่ 3 ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีแผลฉีกขาดตามลำตัวจากเศษวัสดุที่ถูกแรงระเบิดกระเด็นใส่หลายแห่ง เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดส่งไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลมหาราช

          นอกจากนี้แรงระเบิดยังอัดถังหล่อเย็นของเครื่องผลิตน้ำแข็งหลอดขนาดใหญ่น้ำหนักกว่า 1 ตัน กระเด็นออกจากระบบผลิตไปตกยังร้านผ้าม่านวุฒิตกแต่ง เลขที่ 422 ถ.สนามกีฬากลาง ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ที่อยู่ติดกับโรงงานโดยถังหล่อเย็นดังกล่าวตกทะลุหลังคาและชั้นบนของตัวอาคารมาปักอยู่บนพื้นชั้น 1 ส่งผลให้ตัวอาคารพาณิชย์ได้รับความเสียหายทั้งหลัง รวมถึงบ้านเรือนที่อยู่ข้างเคียงยังถูกแรงระเบิดได้รับความเสียหายอีก 3 หลัง ขณะเดียวกันแรงระเบิดยังทำให้ฝาถังหล่อเย็นดังกล่าวกระเด็นขึ้นฟ้าออกไปจากจุดเกิดเหตุกว่า 200 เมตร ตกใส่หลังคาบ้านของนางปรินวร์ดา วัดอิ่ม อายุ 41 ปี เลขที่ 50-502/1 ในชุมชนช้างเผือกได้รับความเสีย แต่โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

          จากการสอบสอบ นายวรพจน์ ศิวะตระกูล เจ้าของโรงงานน้ำแข็งให้การว่า ช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงที่มีการเดินเครื่องผลิตน้ำแข็งหลอดตามปกติ และมีคนงานรวมถึงครอบครัวอยู่ในโรงงานประมาณ 10 คน จู่ๆ เกิดเสียงระเบิดขึ้นบริเวณด้านหน้าของโรงงานซึ่งเป็นจุดติดตั้งเครื่องผลิตน้ำแข็งหลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ แรงระเบิดอัดเครื่องผลิตน้ำแข็งและตัวอาคารพังถล่มถูกคนงานที่กำลังทำงานได้รับบาดเจ็บ โดยประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าทำการตรวจสอบบริเวณจุดต้นเหตุของการระเบิด เบื้องต้นสันนิษฐานว่าต้นตอของการระเบิดน่าจะมาจากถังหล่อเย็นที่มีสารทำความเย็นชนิดฟรีออน 22 เกิดมีความดันสูงผิดปกติจากความขัดข้องของระบบบางอย่างจนทำให้มีแรงดันภายในถังมาจนเกินไปและเกิดการระเบิดขึ้น ส่วนสาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

          พล.ต.ต.เติมพงษ์ สิทธิประเสริฐ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พร้อมด้วย นายชยาวุธ จันทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา , นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครราชสีมา และ พ.ต.อ.ชัยเดช ปานรักษา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรนครราชสีมา ได้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมรับรายงานถึงสาเหตุของการระเบิดในเบื้องต้น ซึ่งทาง พล.ต.ต.เติมพงษ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานทำงานร่วมกับทางเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ทำการตรวจสอบหาสาเหตุของการระเบิดที่แท้จริง พร้อมกับให้สำรวจความเสียหายทั้งหมดรวบรวมส่งเพื่อประสานไปยังทางเทศบาลนครนครราชสีมาให้การช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้นต่อไป

          ส่วนการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยได้มุ่งไป 3 ประเด็นหลัก คือ 1. อาจจะมีการตั้งใจจุดระเบิด หรือกระทำการใดๆ ของผู้ขัดแย้งกับเจ้าของโรงงานที่ตั้งใจทำให้เกิดเหตุ 2. การดำเนินการโดยประมาทของเจ้าของโรงงานเองที่ไม่มีการตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดการระเบิดสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน และ 3. เป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป