
ศาลพิพากษาประหาร'โน๊ต ณะวงศ์'ฆ่าตร.สุทธิสาร
ศาลพิพากษายืนประหาร "โน๊ต ณะวงศ์" หลังใช้ไม้เบสบอลตีซ้ำตร.สุทธิสาร ตาย หลังกลุ่มเพื่อนรุมทำร้ายตำรวจ เข้าจับกุมคดีวิวาท
วันที่ 7 ก.ย.55 เวลา 10.40 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดี หมายเลขดำ อ.3568/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายกฤษดา หรือโน๊ต ณะวงศ์ อายุ 30 ปี , นายสมชาย หรือปิค ณะวงศ์ อายุ 53 ปี , นายอ๊อด หรือโจ ณะวงศ์ อายุ 26 ปี , นายอาทิตย์ หรือนิด หรือนิค ณะวงศ์ อายุ 28 ปี , นายตู่ หรือโอ ณะวงศ์ อายุ 30 ปี และนายกิตติพงษ์ หรือแฟต ณวงศ์ อายุ 23 ปี เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงาน , ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยมีและใช้อาวุธ และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 , 138 , 140 และ 83
โดยโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 2 ต.ค.50 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.50 เวลากลางคืน จ.ส.ต.วีระ ศรีอูด ผู้ตาย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ประจำ สน.สุทธิสาร มีอำนาจหน้าที่สืบสวน จับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญา จะเข้าทำการจับกุมจำเลยที่ 1 , 4 , 5 ฐานทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่ขณะที่จ.ส.ต.วีระ จะเข้าจับกุมจำเลยดังกล่าว จำเลยทั้งหกได้ร่วมกันใช้กำลังเข้าต่อสู้ ขัดขวาง จ.ส.ต.วีระ ไม่ให้ทำการจับกุมโดยจำเลยทั้งหก โดยร่วมกันใช้มือ และเท้า ชก ต่อย เตะ กระทืบ จ.ส.ต.วีระ ที่หน้าและศีรษะ และร่วมกันใช้ไม้หน้าสาม 1 อันและไม้ตีเบสบอล 1 เป็นอาวุธตีทำร้าย จ.ส.ต.วีระ ที่หน้าและศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญหลายครั้ง โดยมีเจตนาฆ่า จ.ส.ต.วีระ เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ให้ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยทั้งหกคนดังกล่าวเป็นเหตุให้จ.ส.ต.วีระ ได้รับอันตรายแก่กายถึงบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา สมเจตนาของจำเลยทั้งหก เหตุเกิดที่แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.
คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ก.ย.51 เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าเจ้านักงาน ตามมาตรา 289 (2) วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 140 วรรคแรก และ 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ประหารชีวิต
ส่วนจำเลยที่ 2 - 6 มีความผิดตามมาตรา 297 ประกอบมาตรา 298 , 138 วรรคสองประกอบมาตรา 140 วรรคแรกและ 93 การกระทำของจำเลยที่ 2 - 6 เป็นเป็นความผิดกรรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกจำเลยที่ 2 - 6 คนละ 6 ปี แต่จำเลยที่ 6 มี มีอายุไม่เกิน 20 ปี จึงลดมาตราส่วนโทษให้ 1 ใน 3 ตามมาตรา 76 คงจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 ปี ทั้งนี้สำหรับจำเลยที่ 2 ให้บวกโทษจำคุก 2 เดือนที่ศาลแขวงพระนครเหนือรอการลงโทษด้วย คงจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 6 ปี 2 เดือน และจำเลยที่ 3 ให้บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่ศาลอาญารอการลงโทษจำเลยที่ 3 ไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.1664/2549 คงจำคุกจำเลยที่ 3 ไว้ 7 ปี
ต่อมาจำเลยทั้งหก ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ก.พ.53 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยทั้งหกยื่นฎีกา แต่ก่อนที่จะส่งฎีกาไปศาล จำเลยที่ 2 - 6 ได้ขอถอนฎีกา จึงเหลือฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้ไม้เบสบอลตีศีรษะผู้ตายอย่างแรง ขณะที่จำเลยทั้งหกรุมทำร้ายที่ศีรษะผู้ตายจนสลบไปแล้ว และมีเลือดไหลออกปาก จมูกและหู การที่จำเลยที่ 1 ยังใช้ไม้เบสบอลตีที่ศีรษะผู้ตายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญอีก จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตาย และขณะนั้นไม่มีภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายที่เป็นการละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้อง
ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีมีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้นั้น เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการร่วมกันกระทำต่อเจ้าพนักงานด้วยความอุกอาจ รุนแรงต่อหน้าคนจำนวนมาก โดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ขณะที่จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอดโดยไม่ได้สำนึกผิด ข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่มีเหตุสมควรที่จะลดโทษให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนให้ประหารชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษา นายกฤษดา จำเลยที่ 1 หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตา ส่วนกลุ่มเพื่อนที่มาให้กำลังใจก็จับกลุ่มวิจารณ์คำพิพากษา



