
'คำรณวิทย์'มีวันนี้เพราะใครบางคน
'คำรณวิทย์'มีวันนี้เพราะใครบางคนแต่จะอยู่เพื่อวันต่อไป'ต้องอยู่ในใจประชาชน' : ต่อปากต่อคำโดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
'คำรณวิทย์'มีวันนี้เพราะใครบางคนแต่จะอยู่เพื่อวันต่อไป'ต้องอยู่ในใจประชาชน'
ถึงจะมีการนินทาในสังคมออนไลน์กระทั่งแพร่ออกสู่ “สื่อกระแสหลัก” เกี่ยวกับภาพถ่ายของ “คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง กับ ทักษิณ ชินวัตร” ในโอกาสติดยศให้เป็นเกียรติแก่เขา แถมมีถ้อยคำหวานซึ้งกินใจใครประมาณว่า “คำรณวิทย์ มีวันนี้ได้ เพราะพี่คนหนึ่งของคำรณวิทย์” ซึ่งคือ ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้มอบโอกาสดีๆ ให้แก่เขาในชีวิตการรับราชการ ซึ่งไม่มีใครยืนยันได้ว่า เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องประการใดกับการที่ “คำรณวิทย์” ฟิตจัดกับการจัดการกับคดีเฟอร์รารี่กระชากวิญญาณดาบตำรวจ สน.ทองหล่อ ทำให้เรื่องอื้อฉาวของเขาหลายเรื่อง ซึ่งไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าอะไรเท็จอะไรจริง พรั่งพรูออกมาทางโลกอินเทอร์เน็ตให้ได้อ่านกันอย่างต่อเนื่อง
แต่วันนี้ ถ้า “คำรณวิทย์” จะสามารถรักษาตัวต่อไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่รับใช้ใกล้ชิดคนมีเงินมีทองมีอำนาจอิทธิพลเหมือนดังข้อกล่าวหาต่อ สารวัตรปราบปราม สน.ทองหล่อ ซึ่งถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงฐานจูง “แพะ” ผิดที่ผิดเวลา ก็น่าเชื่อได้ว่า อนาคตในวันข้างหน้าของ “คำรณวิทย์” นั้นยังสดใสและน่าจับตามอง
ผลงานของ “คำรณวิทย์” ในการคลี่คลายคดีทายาท “กระทิงแดง” ด้วยการนำกำลังตำรวจเรือนร้อยไปล้อมบ้านเศรษฐี ผมได้อ่านความเห็นของบางคนในอินเทอร์เน็ตต่อว่าต่อขานทำนองว่า “ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ” แต่สำหรับผมแล้ว มองว่า เป็นกุศโลบายในการทำงานของคำรณวิทย์ ที่เอายาผีบอกยี่ห้อ “มวลชน” เหมือนผมเคยเขียนแนะไว้เมื่อหลายเดือนก่อนมาใช้อย่างได้ผล เพราะเขายอมรับกับสื่อว่า ต้องคอยรับโทรศัพท์เพื่อเคลียร์คดีมือเป็นระวิง ซึ่งน่าตำหนิคนที่โทรมาหาเขาทั้งหมด ยิ่งมียศตำแหน่งใหญ่โตในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือจะเป็นใครในแวดวงราชการก็ควรสำนึกรู้ว่า คดีดังขนาดนี้จะ “ตอบแทนกันอย่างไร” ก็ไม่มีใครกล้า “เสี่ยง” เอา “อนาคตตัวเองเข้าแลก”
การที่คำรณวิทย์เอาตำรวจไปล้อมบ้าน ผมคาดเดาได้ว่าน่าจะมาจากความมั่นใจว่า หากมีกำลังสนับสนุนมากกว่าการทลายบ่อนชื่อดังหลายเท่า มีหรือที่ “สื่อ” ต่างๆ จะไม่สนใจ เมื่อสื่อสนใจทำข่าว “แรงกดดัน” จะไม่อยู่ที่คำรณวิทย์ แต่จะยักย้ายถ่ายเทให้เขามี “ข้ออ้าง” ต่อคนซึ่งขอมาในทำนองว่า “เรื่องแดงขนาดนี้ ยังใจกล้า (หน้าไม่บาง) ขอกันอีกหรือครับ”
และน่าจะทำให้บรรดา “พวกขี้ขอ” ทั้งหลายได้เรียนรู้และหัดมีความสำนึกต่อภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของคนซึ่งต้องทำตามหน้าที่บ้างว่า “โดยปกติแล้ว สังคมไทยเรา เป็นสังคมซึ่งพร้อมจะให้อภัย และจะตื่นเต้นยินดีกับการได้เห็นสังคมส่วนรวมได้รับความเป็นธรรม” ไม่ต่างกับอธิบดีกรมอุทยานฯ ซึ่งดูจะรามือและไม่ออกตัวแรงเหมือนช่วงแรกๆ อย่างผิดสังเกต ก็เคยได้รับ “อานิสงส์” การเทใจให้จากประชาชนทุกหมู่เหล่า
“สังคมไทยเป็นสังคมซึ่งพร้อมจะให้อภัยเสมอ” ถ้ารู้สำนึก คนไทยก็พร้อม “ให้อภัยและอโหสิกรรม” นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยน่าอยู่ มีความสงบสุขมากกว่าหลายๆ สังคม การที่ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังแสดงความรับผิดชอบด้วยการไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลดาบตำรวจผู้เสียชีวิตด้วยตนเอง พร้อมทั้งรับผิดยินยอมเยียวยาค่าเสียหายเบื้องต้นอย่างเต็มที่ ทำให้เรื่องดูเหมือนจะลุกลามใหญ่โตกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันน้อยมากในโลกอินเทอร์เน็ต ผิดกับ “กระแสสังคมที่ถาโถมเข้าใส่ หมูแฮม และแพรวา” เพราะในสองกรณีหลัง “ความมีอัตตา” การไม่สำนึกรับผิด ทำให้คนไทยจำนวนมากยอมรับไม่ได้
แต่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ “พฤติกรรมของตำรวจในลักษณะพร้อมรับใช้ให้บริการเศรษฐีคนมีชื่อเสียง” ไม่มีอยู่เฉพาะ สน.ทองหล่อ แต่ทั้งตำรวจและข้าราชการในหลายหน่วยงาน ท่อง “คาถานี้” ขึ้นใจและยังคงเชื่อถือศรัทธายึดมั่นถือมั่นเป็นสรณะในการสร้างความก้าวหน้าให้ตนเองกันอย่างกว้างขวาง กรณีการนำผู้ต้องหาตัวปลอมมาสวมบทรับชะตากรรมแทน “ผู้ต้องหาตัวจริง” ไม่ใช่มีอยู่ใน “นิยาย” แต่เป็นเรื่องจริงอันน่ารังเกียจที่วันนี้หาก “ขาดแรงสนับสนุนแรงกดดันทางสังคม” (social sanction) อย่างเอาจริงเอาจัง คนอย่าง คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง คนอย่าง ดำรงค์ พิเดช ก็จะหาได้ยากยิ่งขึ้น กระทั่งวันหนึ่งอาจต้องเก็บซากไว้เป็นอาจารย์ใหญ่ ไว้ศึกษาหาความรู้



