ข่าว

ศก.ไตรมาสแรกหดแรงติดลบ6.8% คลังเร่งกำจัดจุดอ่อน-นายกฯ ยันรีดภาษีเหล้า-บุหรี่ถูกทาง

ศก.ไตรมาสแรกหดแรงติดลบ6.8% คลังเร่งกำจัดจุดอ่อน-นายกฯ ยันรีดภาษีเหล้า-บุหรี่ถูกทาง

23 พ.ค. 2552

สศค.ยอมรับไตรมาสแรกเศรษฐกิจหดตัวแรงติดลบ 6.8% จากนั้นจะดีขึ้น คาดปีนี้ทั้งปีติดลบ 3.5% เร่งเสนอนโยบายการคลังเชิงรุกกำจัดจุดอ่อนปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว นายกฯ ยันเก็บภาษีเหล้า-บุหรี่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ชี้รัฐต้องใช้เงินทุนแม้จังหวะไม่ค่อยดีก็ต้องเก็บ สำนักงา

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในเวทีสัมมนาหัวข้อ "เจาะลึกธุรกิจไทย ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก" ว่า สศค.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ว่าจะขยายตัวติดลบ 3.5% โดยไตรมาสแรกเศรษฐกิจน่าจะหดตัวรุนแรงมากที่สุดติดลบ 6.8% และไตรมาสที่ 2 ดีขึ้นติดลบราว 4.8% ขณะที่ไตรมาส 3 ติดลบ 3.3% เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มส่งต่อผลเศรษฐกิจชัดเจนมากขึ้น จากนั้นในไตรมาสสุดท้ายของปีเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวเป็นบวกได้

 ทั้งนี้ สศค.เตรียมพร้อมที่จะเสนอนโยบายด้านการคลังเชิงรุก ซึ่งเน้นแก้ไขจุดอ่อนของปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะปานกลางและระยะยาว ได้แก่ มาตรการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ที่เป็นธรรม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ เพื่อขยายขอบเขตสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ และ พ.ร.บ.การจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เพื่อดูแลด้านหลักประกันรายได้เพื่อการยังชีพเมื่อชราภาพสำหรับแรงงานนอกระบบ

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี วิจารณ์แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าเป็นการนำเงินเข้ากระเป๋าซ้ายของประชาชน แต่ไปดึงเงินออกกระเป๋าขวา ด้วยการขึ้นภาษีว่า ภาษีที่รัฐบาลเก็บอยู่ขณะนี้ จัดเก็บจากคนสูบบุหรี่และดื่มเหล้า ส่วนน้ำมัน รัฐบาลได้ชดเชยผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไว้แล้ว โดยยืนยันว่า รัฐบาลตัดสินใจถูกต้องในการหารายได้จากการเพิ่มภาษีเหล้าและบุหรี่ ซึ่งเป็นภาษีบาป

 “เราไม่ได้เพิ่มภาระประชาชนส่วนอื่นเลย เพราะเงินส่วนนี้เป็นภาษีบาป ซึ่งหลายประเทศถือว่า เป็นภาษีที่ต้องปรับขึ้นทุกปีด้วยซ้ำไป คงไม่ใช่เรื่องการนำเงินจากกระเป๋าหนึ่งไปใส่อีกกระเป๋าหนึ่ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า การที่ต้องเก็บภาษีในช่วงนี้ เพราะรัฐบาลมีความจำเป็นต้องลงทุน ซึ่งการที่ดึงเงินมาจากคนกลางก็มีเหตุผล

 รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2551ว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่จำเป็นใช้ในการยังชีพ ไม่รวมการสะสมทุน เช่น ซื้อบ้าน/ที่ดิน และเงินออม อยู่ที่ 15,942 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 1,442 บาท จากปี 2550 ที่มีค่าใช้จ่าย 14,500 บาท โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนสูงกว่าภาคอื่นๆ ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 28,140 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 17.3% จากปี 2550 อยู่ที่ 24,194 บาทต่อเดือน