
เล็งเปิดคำตัดสินออกพาสปอร์ตให้'แม้ว'
ผู้ตรวจฯแย้ม 1-2 วันนี้ เปิดคำวินิจฉัย ปม รมว.กต.ออกพาสปอร์ตให้ "ทักษิณ" และ รมว.กห.ละเลย ให้ "อภิสิทธิ์" ใช้เอกสารเท็จเข้ารับราชการทหาร พร้อม มีมติรับสอบ "กิตติรัตน์" โกหกสีขาว
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 กันยายน ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายเฉลิมศักดิ์ จันทรทิม เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมของผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาคำร้องของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ที่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และข้าราชการประจำกระทรวงการต่างประเทศ ที่ออกหนังสือเดินทางทางการทูตหรือพาสปอร์ตแดงให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ในกรณีดังกล่าวหลังจากที่ผู้ตรวจการฯได้พิจารณาเอกสาร และหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ได้มีข้อยุติในคำร้องนี้แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับถ้อยคำของคำวินิจฉัย คาดว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะสามารถเผยแพร่คำวินิจฉัยได้ ส่วนจะส่งเรื่องไปยังศาลปกครองเพื่อพิจารณาต่อไปหรือไม่นั้น ตนไม่สามารถตอบแทนผู้ตรวจการฯได้ จึงขอให้รอดูคำวินิจฉัยเพื่อความชัดเจนจะดีที่สุด เช่นเดียวกับกรณีที่นายกมล บันไดเพชร สมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ได้ยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการฯตรวจสอบรมว.กระทรวงกลาโหม ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เอกสารเท็จเข้ารับราชการทหาร ซึ่งในกรณีนี้ทางผู้ตรวจการฯก็ได้มีข้อยุติโดยอยู่ระหว่างการปรับถ้อยคำของคำวินิจฉัย คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะสามารถเผยแพร่คำวินิจฉัยได้เช่นเดียวกัน
นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มกรีน ยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการฯ ตรวจสอบจริยธรรมนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณีที่บิดเบือนข้อมูลตัวเลขการส่งออก โดยอ้างว่าเป็นการโกหกสีขาว ขณะนี้ผู้ตรวจการฯได้มีมติรับคำร้องดังกล่าวได้พิจารณาแล้ว โดยหลังจากนี้ ผู้ตรวจการฯก็จะส่งหนังสือให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาของนายกิตติรัตน์ ชี้แจงกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใน 30 วัน รวมทั้งก็จะให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องชี้แจงด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นธรรมของทั้ง 2ฝ่าย ขณะเดียวกัน ผู้ตรวจการฯจะพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใดนอกเหนือไปจากที่ผู้ร้องกล่าวอ้างด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างชัดเจนและรอบคอบที่สุด ยืนยันว่าผู้ตรวจการฯจะเร่งพิจารณากรณีดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่กลุ่มกรีน ยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการฯตรวจสอบจริยธรรมของพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. หลังลาราชการไปอวยพรวันเกิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศฮ่องกง โดยใช้หนังสือเดินทางทางราชการ (เล่มสีน้ำเงิน) ว่าหลังจากที่ผู้ตรวจการฯได้ส่งหนังสือให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชา ชี้แจงกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร เบื้องต้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ตอบหนังสือมายังผู้ตรวจการฯแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ย. โดยระบุว่าขอมอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เข้าชี้แจงแทน ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ต้องทำหนังสือชี้แจงกลับมายังผู้ตรวจการฯ ภายใน30 วัน นับตั้งแต่วันที่ผู้ตรวจการฯทำหนังสือแจ้งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2555
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะพิจารณาคำร้องได้ทันเวลาที่พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้ทันเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.55 หรือไม่ นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า โดยหลักการแล้วหากพิจารณาไม่แล้วเสร็จก่อนที่ผู้ถูกร้องเกษียณอายุราชการ ผู้ตรวจฯสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ และหากพิจารณาครบถ้วนแล้วพบว่ามีความผิดจริง จะมีผลต่อการรับบำนาญ หรือโทษทางวินัย กรณีนี้มีกฎหมายรองรับให้ถือว่าเป็นการเอาผิดทางวินัยโดยอนุโลมซึ่งสามารถออกคำสั่งย้อนหลังได้
ตัดสินยืนรอลงอาญา2ปี"สมยศ"หมิ่น"สพรั่ง"
ที่ห้องพิจารณาคดี 915 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.3833/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทใส่ความ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีต ผช.ผบ.ทบ. และเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิด มาตรา 328 ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 200,000 บาท แต่จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้เป็นเวลา 1 ปี ปรับ 100,000 บาท แต่จำเลยเพิ่งกระทำความผิดครั้งแรก และเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองแต่เกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง และทำงานบริการสังคม 20 ชั่วโมง
ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าเป็นการใช้สิทธิปราศรัยตามรัฐธรรมนูญนั้น แม้จำเลยจะมีสิทธิแต่จำเลยต้องคำนึงและเคารพสิทธิของผู้อื่นเช่นกัน การกล่าวหาดังกล่าวตามฟ้อง เป็นการด่าทอโจทก์ ซึ่งจำเลยยอมรับกับศาลว่าเป็นการด่าทอจริง การกระทำของจำเลยทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม การแสดงความคิดเห็นต้องไม่ล่วงล้ำสิทธิของผู้อื่น อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้น พิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน



