ข่าว

หนุ่มปลาดิบปลื้ม.."ตำรวจปราบม็อบ"

หนุ่มปลาดิบปลื้ม.."ตำรวจปราบม็อบ"

24 พ.ค. 2552

ภาพเหตุการณ์...เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่รวมตัวกันปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้รัฐบาล "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" แถลงนโยบาย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 คนไทยส่วนใหญ่ยังเลือกจดจำภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมปร

 ตรงกันข้ามกับ "เคนอิชิ มิยามูระ" หนุ่มแดนปลาดิบ วัย 43 ปี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีเอ็นซี ดีเท็กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น ที่วันนั้นก็จับจ้องอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในเมืองไทยอย่างใกล้ชิดด้วย

 แต่เขาเองกลับรู้สึกแปลกระคนประทับใจ ภาพนายตำรวจใหญ่ ผิวขาว รูปร่างท้วม สวมเครื่องแบบเต็มยศ สวมหมวกเบเร่ต์ เข้ามาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอยู่อย่างดุเดือดบริเวณถนนราชวิถีในช่วงบ่าย ทั้งที่ช่วงเช้าตำรวจเพิ่งจะใช้กำลังสลายการชุมนุมไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกประทับใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไทย โดยเฉพาะนายพลตำรวจผู้นี้จับใจ

 "นานมาแล้วที่ญี่ปุ่นเคยมีการประท้วงลักษณะเดียวกันนี้ แต่นายตำรวจระดับผู้บัญชาการจะดูเหตุการณ์จากทีวีวงจรปิด แล้วค่อยสั่งบัญชาการด้วยตนเอง คือจะไม่ลงมาเจรจากับม็อบแบบนี้ ตอนที่เห็นในทีวีรู้สึกประทับใจนายตำรวจผู้นี้มากที่ลงไปควบคุมเอง มีการอธิบาย เจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม" เคนอิชิ มิยามูระ เล่าถึงความประทับใจแรกที่มีต่อนายตำรวจผิวขาวร่างท้วม

 พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) คือ นายตำรวจคนที่พูดถึง วันนั้นเขาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรองผู้บัญชาการเหตุการณ์ สวมเครื่องแบบตำรวจสีกากี หมวกเบเร่ต์ดำ ไร้เสื้อเกราะป้องกันตัวและอาวุธใดๆ

 เมื่อเคนอิชิ มิยามูระ มีโอกาสเดินทางมาทำงานที่บริษัท ซีเอ็นซี ดีเท็กซ์ จำกัด (ประเทศไทย) ใน จ.สุพรรณบุรี ตั้งแต่ต้นปี เขายังเก็บภาพความประทับใจในตัวนายตำรวจผู้นี้อยู่ตลอดเวลา และเล่าถึงความประทับใจให้เพื่อนๆ ได้รับฟัง กระทั่งรู้สึกอยากพบพูดคุยกับนายตำรวจผู้นี้มาก เพื่อนร่วมงานคนไทยที่บังเอิญรู้จักมักคุ้นกับ พล.ต.ต.เอกรัตน์ เป็นทุนเดิมจึงตกปากรับคำนัดแนะกันเดินทางจาก จ.สุพรรณบุรี มุ่งหน้ามายังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในเช้าวันหนึ่ง

 ...เที่ยงวันแล้วเมฆยังหอบเม็ดฝนพร่างพรมผืนฟ้าอยู่ตลอดเวลา ห้องทำงานของ พล.ต.ต.เอกรัตน์ เปิดต้อนรับแขกชาวอาทิตย์อุทัย พร้อมเพื่อนคนไทยอีก 3 คน ในชุดฟอร์มสีน้ำเงินของบริษัท ซีเอ็นซี ดีเท็กซ์ จำกัด ฉากการสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น

 "ในเมืองไทยผมเป็นผู้ต้องหา แต่ที่ญี่ปุ่นมีคนประทับใจผมมาก" รองฯ เอกรัตน์ พักการสนทนาหันมาทักทาย "สบายๆ สไตล์สีกากี" ด้วยรอยยิ้ม

 "ตำรวจเรามีแต่โล่กับกระบอง" พล.ต.ต.เอกรัตน์ หันไปอธิบายภาพจากวีซีดี ที่ฉายภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ความยาวประมาณครึ่งชั่วโมงให้ผู้มาเยือนดู พร้อมกับอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่มีเพียงโล่กับกระบอง ด้วยการเคาะเป็นจังหวะให้เกิดเสียงข่มขวัญผู้ชุมนุม

 ก่อนจะเล่าถึงสาเหตุที่ต้องใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม โดยข้ามขั้นตอนของการใช้น้ำฉีดอันเป็นวิธีปฏิบัติอันเป็นสากล เนื่องจากเป็นเรื่องของหน่วยดับเพลิง ที่ตำรวจไม่สามารถสั่งการได้โดยตรง ต้องผ่านกรุงเทพมหานครก่อน และกรุงเทพมหานครไม่ให้ยืมรถน้ำ ตำรวจเลยต้องตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีออกจากรัฐสภา ซึ่งถูกปิดล้อม มีการตัดเสบียงและไฟฟ้า นำมาสู่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย

 "ภาพนี้หรือเปล่าที่คุณเห็นผมตอนเจรจากับผู้ชุมนุม" พล.ต.ต.เอกรัตน์ หันไปถามหนุ่มใหญ่จากแดนปลาดิบ โดยมีเพื่อนคนไทยคอยทำหน้าที่เป็นล่าม เป็นภาพรองฯ เอกรัตน์ขณะเจรจากับการ์ดพันธมิตร ก่อนที่การ์ดพันธมิตรจะให้ไปเจรจากับ "วีระ สมความคิด" ที่นำมวลชนมาปิดล้อมรัฐสภาตามแผนดาวกระจาย

 "ไม่อยากให้ใช้กำลัง ก็เจรจาขอร้องให้เขาเปิดประตูเข้าออก เขาก็บอกให้เราถอยไปก่อน 30 เมตร เราก็ยอม แต่เขาบอกว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียว ต้องไปถามแกนนำทั้ง 5 คน ผมพยายามโทรศัพท์ติดต่อไปถึงคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้" พล.ต.ต.เอกรัตน์ เล่าเรื่องประกอบภาพในวีซีดี

 ระหว่างดูวีซีดีเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งจัดทำโดยทีมงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ เคนอิจิตั้งอกตั้งใจดูเป็นอย่างมาก และยิ่งเกิดความรู้สึกประทับใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นทวีคูณ

 จนมาถึงตอนจบของเรื่องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายชื่อตำรวจผู้ได้รับบาดเจ็บ 49 นาย ในจำนวนนี้ถูกยิง 5 นาย ก่อนจะขึ้นหน้าจอสีดำปรากฏตัวอักษรสีขาวระบุว่า "ไม่ต้องการเป็นวีรชน แค่...มาทำตามหน้าที่" กลายเป็นวลีเด็ดที่ พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา ย้ำในวงสนทนาด้วยแววตาเศร้า จนมองเห็นน้ำซึมออกมาจากหางตา ก่อนจะย้ำว่าการปฏิบัติตามหน้าที่ของตำรวจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สุดท้ายก็ต้องกลายมาเป็นผู้ต้องหาเสียเอง เนื่องจากเมืองไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมฝูงชน และเจ้าหน้าที่ที่ฝึกมาเพื่อควบคุมฝูงชนโดยเฉพาะ ส่วนชุดปราบจลาจลที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด พอเจอม็อบที่มีผู้ชุมนุมจำนวนมาก มีอาวุธครบมือ ก็พากันเสียขวัญจนแถวกระเจิง ไม่สามารถต้านกลุ่มผู้ชุมนุมได้

 "ดีใจนะ ที่มีคนมาชอบเรา แต่ว่าอยู่เมืองไทยเราเป็นผู้ต้องหา ก็ไม่ท้อถอยหรอก ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด รัฐบาลไหนเราก็ดูแลให้หมด" พล.ต.ต.เอกรัตน์ เปิดเผยถึงความรู้สึกที่มีหนุ่มแดนซามูไรประทับใจ

 ทีมข่าวรายงานพิเศษ : เรื่อง