ข่าว

'ชาดา'เชื่อปมยิงลูกชายไม่ใช่เหตุซึ่งหน้า

'ชาดา'เชื่อปมยิงลูกชายไม่ใช่เหตุซึ่งหน้า

05 ก.ย. 2555

'ชาดา'เชื่อปมยิงลูกชายไม่ใช่เหตุซึ่งหน้า มั่นใจคนร้ายตัวจริงเเต่ให้การไม่หมดเพราะมีฝ่ายกฎหมายช่วยเเนะ แจงตำรวจไม่ติดใจผ่าศพ 'ฟารุต' ตั้งแต่แรก เชื่อคนเปิดปมเพราะต้องการเบี่ยงประเด็น พร้อมยอมรับผลสอบสวน อยากให้เรื่องจบ ด้าน ผบช.ภ.3 ยัน มือสังหารฟารุต มีค

                   5 ก.ย.55 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา แถลงข่าวกรณีการสืบสวนคดียิงนายฟารุต ไทยเศรษฐ์ บุตรชายเสียชีวิตว่า  ตนจะไม่ขอเอ่ยชื่อบุคคลที่เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะไม่อยากให้ครอบครัวเขาเกิดความเสียหาย ทั้งนี้คนที่เข้ามอบตัว ตนเชื่อว่าเป็นตัวจริง แต่พูดความจริงในทางคดีไม่หมด ในประเด็นผู้ที่ร่วมกระทำความผิดที่อยู่ในรถวันเกิดเหตุ รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดก่อนจะมีการเกิดเหตุที่ได้ขับรถปาดหน้ารถของตนถึง 2 ครั้ง จนกระทั่งพยายามแซงรถของตน และตนได้ขับรถหนีออกไป ทำให้มีเหตุเกิดกับรถของบุตรชาย  รวมถึงการเปิดไฟสูง ซึ่งยืนยันว่า รถของบุตรชายเปิดไฟหรี่ตลอดเส้นทาง เนื่องจากตนเป็นผู้บอกให้หรี่ไฟหน้ารถเอง ดังนั้นหากจะมีการสาดไฟสูง น่าจะเป็นรถของตนมากกว่าเพราะตนขับรถอยู่ข้างหน้า ทั้งนี้การให้การของผู้ต้องหา เป็นสิทธิที่จะพูด แต่ตนเชื่อว่าผู้ที่เข้ามอบตัวดังกล่าวนั้นมีที่ปรึกษาทางกฎหมายให้คำแนะนำ จึงพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเอง ส่วนตัวเชื่อด้วยว่าประเด็นที่ระบุว่าจะมีการขุดศพบุตรชายเพื่อพิสูจน์กระสุนนั้น เป็นการให้ข่าวจากที่ปรึกษาทางกฎหมายของผู้ที่เข้ามอบตัว

                     "ผมเชื่อว่าคนที่ทำมีคนเดียว แต่ไม่ได้มาคนเดียว เพราะญาติของผมที่อยู่ในรถ ซึ่งไม่ใช่เพื่อนสาว เห็นเหมือนกัน และให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตามประเด็นการผ่าศพลูกชายนั้น ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรศัพท์พูดคุยกับน้องสาวของผมซึ่งไปที่โรงพยาบาล เรายินดีให้ผ่าศพตั้งแต่วันแรก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ที่นั่น บอกว่าเอาเฉพาะบริเวณปากแผลซึ่งมีดินปืน หมอนกระสุน ส่วนในรถมีหัวลูกกระสุนอยู่ 1 นัด ไม่มีความจำเป็นต้องผ่าแล้ว เรื่องนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องตลก ที่จะให้ขุดศพลูกชายมาพิสูจน์ ทั้งนี้ผมทำใจไม่ได้ที่จะมากระทำกับศพลูกของผม แต่ตามหลักศาสนาอิสลามทำได้ ถ้าผลของการพิสูจน์ทำให้คนผิดถูกดำเนินการ หรือคนถูกพ้นผิด แต่การผ่าศพไม่ใช่สาระสำคัญในคดี ผมว่าไปหาปืนคนร้ายดีกว่า การผ่าศพไม่มีผลต่อการเจอหรือไม่เจอปืน ตอนนี้ผมให้อภัยผู้ก่อเหตุและเรื่องมันจบแล้ว ไม่อยากให้มีการสร้างหนังเรื่องยาวให้เป็นที่คลางแคลงใจกัน” นายชาดา กล่าว

                     ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่การเปิดฉากยิงซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สรุป ยืนยันหรือไม่ว่า บุตรชายไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน นายชาดา กล่าวว่า บุตรชายของตนเป็นผู้ขับรถ ทั้งนี้ตนได้ให้การไปทั้งหมดแล้ว โดยพยานทั้ง 5 ปากที่อยู่ในรถ ยืนยันว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ที่เริ่มต้นยิงก่อน แต่ทางเจ้าหน้าที่เชื่อคำให้การของผู้ต้องหาว่าบุตรชายเป็นผู้เริ่มต้น ซึ่งตนไม่รู้จะทำอย่างไร 

                  เมื่อถามต่อว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อในเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีคนในรถเพียงคนเดียวและไม่สามารถตามหาคนร้ายอีกคนได้ นายชาดา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ยืนยัน เป็นเพียงคำให้การของผู้ต้องหาเท่านั้น ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะให้การ ทั้งนี้เชื่อว่าเขาคงไม่อยากให้บุคคลใดเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดร่วม ทั้งนี้ตนเข้าใจว่าเป็นเทคนิคในการต่อสู้คดี แต่ตนและญาติยืนยันว่าเห็นคนร้ายซึ่งจี้ปืนมาใส่ตนด้วย ตนจำหน้าได้แม่นมาก ทั้งนี้หากตามหาไม่ได้ ตนไม่ติดใจ เพราะต้องพิสูจน์ต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าตนเจออาจต้องชี้ให้เจ้าหน้าที่จับ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้ตนสเกตภาพ แต่ตนปฏิเสธเพราะไม่สามารถจำรายละเอียดใบหน้าได้ทั้งหมดซึ่งกังวลว่าหากพูดไปอาจเป็นการใช้จินตนาการ

                     “ผมมั่นใจว่าหลักฐานในที่เกิดเหตุไม่ครบถ้วน เพราะวันเกิดเหตุคนที่เข้ามอบตัวได้ไปยังที่เกิดเหตุ เพราะบ้านเขาอยู่ไม่ไกล ซึ่งพี่น้องชาวคลองเดื่อ โทรศัพท์มาแจ้งผมว่า เขายังส่งบุหรี่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปเฝ้า ทำตัวเป็นปกติ มาให้การอย่างนั้น อย่างนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรพี่น้องชาวคลองเดื่อรู้ดี แม้แต่ที่ทำงานเขาก็ปิด เขาไม่ใช่เป็นผู้รับเหมา ทำงานเป็นคนเฝ้ารีสอร์ทแห่งหนึ่ง อีกทั้งเขาชอบขับรถเปิดเพลงเสียงดัง” นายชาดา กล่าว

                        เมื่อถามว่า  เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสรุปว่าเป็นเหตุซึ่งหน้า ส่วนตัวมองว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า ตนเชื่อในแนวทางการสืบสวนสอบสวน แต่ตนติดใจอยู่ประเด็นเดียว คือ ในวันแรกได้มีการเรียกรถมาตรวจสอบ พบรถที่มีร่องรอยถูกยิง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้สอบถาม อีกทั้งได้ปล่อยไป ซึ่งตนขอถามหาความรับผิดชอบของคนที่ตรวจสอบว่า เหตุใดถึงไม่สอบถามกับบุคคลว่ารถโดนยิงที่ไหน อย่าไร แม้รอยที่ถูกยิงจะไม่เกี่ยวกับคดีก็ตามอ้าง

                         “ผมถือว่าเป็นเรื่องทะแม่งๆ พอสมควร แม้จะอ้างว่าเป็นคนละยี่ห้อก็ตาม แต่ในทางคดีต้องมีการสอบถาม ทั้งนี้ผมมั่นใจในเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้ทำไปตามหลักฐาน แต่หลักฐานจะถูกบิดเบือนหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากผู้ที่เข้ามอบตัวบ้านพักอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุมากนัก” นายชาดา กล่าว

                           เมื่อถามว่ามองว่าคนที่เข้ามอบตัวเป็นมือยิงหรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า  ตนไม่สามารถตอบได้   ผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่าปรึกษาด้านกฎหมายของผู้ที่เข้ามอบตัว เกี่ยวโยงกับประเด็นธุรกิจหรือการเมืองหรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า หากจะมีก็คงเป็นประเด็นการเมือง แต่โดยปกติผู้ที่เข้ามอบตัวก็ต้องมีที่ปรึกษาทางกฎหมาย อีกทั้งกรณีดังกล่าวกว่าจะเข้ามอบตัวได้ใช้เวลาหลายวัน 

                       เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้ปักใจเชื่อว่าเป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า เป็นความเชื่อส่วนตัว แต่ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนพิจารณารายละเอียดว่าวันนี้ตนในฐานะผู้สูญเสีย แต่จะกลายเป็นจำเลยแล้ว ตนอยากให้สังคมรู้ว่าเป็นความจริง ส่วนผลผิดถูก เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนไม่ติดใจ เพราะไม่ว่าผู้ต้องหาจะติดคุก จะมีความผิดหรือไม่ บุตรชายของตนคงไม่ฟื้น ทั้งนี้ตนพร้อมรับทุกสภาพ อยากให้เรื่องจบ ส่วนตัวได้ให้อภัย แต่ขอให้บางคนอย่าพยายามสร้างเรื่องให้กลายเป็นเรื่องยาว หรือทำให้ตนและผู้ที่เข้ามอบตัวมีเรื่องบาดหมางกัน     

                         เมื่อถามว่าหากเหตุการณ์วันนั้นเป็นนายชาดาที่โดนยิง ประเมินว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร นายชาดา กล่าวว่า “ถ้าผม ในฐานะ ส.ส.ตายไป ข่าวจะใหญ่หรือไม่ แต่ถ้าเหตุเกิดจากจิ๊กโก๋ แนวทางการสืบสวนก็จบลง เจ้าหน้าที่ก็ไม่ถูกกดดัน ถ้าวันนั้นเป็นผม การเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงถึง 2 จังหวัด คือ จ.อุทัยธานี และจังหวัดข้างเคียง แต่นี่เป็นความเชื่อของผมเพราะก่อนหน้านั้นมีการเตือนมาแล้วถึง 2 ครั้ง”

                         ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าหลังเกิดเหตุการณ์มีคนออกมาเตือนอะไรอีกหรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า ขออนุญาตไม่พูด เพราะว่าตนอยากให้จบตรงนี้ หากเกิดมองว่าเป็นเรื่องปองร้ายอีก จบแบบนี้ก็ดีแล้ว จบกันไป แต่ที่ตนพูดว่าทำไมถึงระแวงในครั้งแรก เพราะมีเหตุแห่งการระแวง ดูไปเรื่อยๆ ก็น่าจะรู้ 

                      เมื่อถามว่าตอนนี้ยังระแวงอยู่หรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า "ใครที่โดนอย่างผมก็ต้องระวังทั้งนั้น การระวังตัวเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ทั้งนี่ที่บ้านพักของตนก็มีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี ส่งเจ้าหน้าที่มาดูแล ตนต้องขอบคุณ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นห่วงก็ลงมาดูคดีด้วยตัวเอง ซึ่งตนขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน"

 

 

ผบช.ภ.3 ยัน มือสังหารฟารุต มีคนเดียว ไม่ใช่แพะ

                           จากกรณีนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา เปิดแถลงข่าวที่รัฐสภาขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามคนร้ายก่อเหตุยิงนายฟารุต ไทยเศรษฐ์ บุตรชายได้ โดยเชื่อว่าผู้ที่เข้ามอบตัวนั้นเป็นคนก่อเหตุจริง แต่อาจไม่ได้ก่อเหตุคนเดียว ส่วนกรณีไม่อนุญาตให้ขุดศพบุตรชายขึ้นมาชันสูตรอีกครั้งเพราะทำใจไม่ได้และก่อนหน้านี้ก็ได้มีการสอบถามเจ้าหน้าที่แล้ว โดยได้รับการยืนยันว่าหลักฐานเพียงพอแล้ว อีกทั้งพยานที่อยู่ในรถยืนยันว่าบุตรชายไม่ได้เริ่มยิงก่อนนั้น

                          ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น.วันที่  5 ก.ย.55 พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.ภ.3 กล่าวว่า จากที่ได้มีการสอบปากคำ สส.ชาดา และพยานผู้หญิงอีก1 คนก็ยืนยันว่าเห็นผู้ประกอบเหตุทั้งหมด 2 ราย เป็นคนขับ 1 ราย และคนที่นั่งอยู่ท้ายกระบะ อีก 1 คน แต่จากการสอบพยานทั้ง 5 คนที่นั่งมากับรถของผู้ตาย ก็ไม่ใครที่ให้การว่ามีคนนั่งมากับรถของคนร้าย ซึ่งในเรื่องนี้ก็ถือได้ว่าเป็นประเด็นที่ให้การขัดกันอยู่ แต่จากการตรวจวิถีกระสุนก็พบว่าเป็นกระสุนที่ยิงมาจากคนคนเดียว อีกทั้งจากพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีก็มีนายมั่น คนเดียวที่เป็นผู้ลงมือยิงใส่รถของนายฟารุต

                       ส่วนปืน 9 ม.ม.ที่ใช้ก่อเหตุยังหาไม่พบ เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะอาจจะเป็นเวลากลางคืนเส้นทางมีความคดเคี้ยวไปมาอาจจะจำตำแหน่งที่โยนทิ้งผิด หรือชาวบ้านที่ไปทำไร่ ทำนาพบแล้วเก็บไป ซึ่งเราจะมีรางวัลส่งปืนคืนให้ และนายมั่นฯอาจจะพูดความจริงไม่หมด

                       พล.ต.ท.ภาณุ กล่าวต่อว่า ภายหลังทางพิสูจน์หลักฐานกลางนำเครื่องสแกน 3 มิติตรวจวิถีต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากเป็นภาพ 3 มิติโดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาจับโดยการเทียบเคียงแนววิถีกระสุน และเทียบกับปลอกกระสุนที่เก็บได้ ความสูง ความต่ำของรถ ซึ่งภาพสแกนนี้ต้องทำให้ออกมาเป็นภาพจำลองเสมือนจริงคล้ายกับการทำกราฟฟิก เป็นข้อมูลที่ ศพฐ.เก็บรวบรวมเสร็จแล้วจะต้องนำไปประมวล ทำเป็นเรื่องเป็นขั้นเป็นตอนแล้วส่งมายังพนักงานสอบสวน ซึ่งการทำลักษณะนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากนั้นรวบรวมสรุปสำนวนสั่งฟ้องส่งอัยการ สำหรับกรณีใครยิงก่อนนั้น หากตรวจสอบชัดเจนแล้วว่ามีใครยิงบ้างอย่างไรก็จะสรุปสำนวนส่งอัยการ คาดว่าน่าจะไม่เกินสิ้นเดือนกันยายน นี้ 

                        "คดีนี้ตำรวจเดินตรงๆ ทำตรงไปตรงมา เดินตามหลักฐานที่ปรากฏ น้ำหนักพยานต่างๆ ก็รับฟัง แต่ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวชี้เรื่องราวทั้งหมด และหลักฐานตัวนี้จะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การตั้งข้อหาการดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อเหตุทั้งหมด ผมจะให้ความเป็นธรรมทั้งคู่ไม่ต้องกังวลใจ ขอรับรองว่างานนี้ไม่มีแพะ ไม่มีเอนเอียง ทำเพื่อชื่อเสียง ไม่ทำเพื่อช่วยใคร และเป็นคนที่ประกอบเหตุจริงๆ ผมจะทำคดีนี้ให้จบก่อนผมย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ ผบช.สตม. " พล.ต.ท.ภาณุ กล่าว