
อดีตผู้นำผนึกคลอดแผนสภาปรองดองเอเชีย
อดีตผู้นำเอเชียและผู้มีบทบาทสำคัญด้านการกำหนดนโยบายสาธารณะระหว่างประเทศ เตรียมคลอดแผนการฉบับประวัติศาสตร์ จัดตั้งสภาสันติภาพและปรองดองเอเชีย มีเป้าหมายช่วยส่งเสริมสันติภาพในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การประกาศจัดตั้งสภาสันติภาพและปรองดองแห่งเอเชีย (เอพีอาร์ซี) มีขึ้นหลังจากบรรดาผู้นำ เห็นพ้องกันเกี่ยวกับข้อดีขององค์กรดังกล่าวในการเสวนาร่วมกับนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 4 กันยายน
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้จัดการประชุมและเชิญอดีตผู้นำ ได้แก่ นายเชากัต อาซิซ อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน นายโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา อดีตประธานาธิบดีติมอร์ตะวันออก นายอัลเฟรด กุเซนเบาเออร์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรีย นายชามูแกม จายากุมาร์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และศาสตราจารย์เดวิด เคนเนดี ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายและนโยบายโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยทุกฝ่ายที่ร่วมประชุมมีความเห็นเหมือนกันว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเอเชียโดยรวมหากมีองค์กรทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศต่างๆ ป้องกันความขัดแย้งไม่ให้เกิดในอนาคต รวมถึงช่วยผลักดันกระบวนการสันติภาพ
ผู้เข้าร่วมเสวนาโต๊ะกลมมีความเห็นตรงกันว่าข้อดีอย่างมากของสภาสันติภาพ คือเครือข่ายอันกว้างขวางในประเทศและนอกประเทศของชาติสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง เพราะบทบาทของสภาสันติภาพนั้นอยู่บนความเชื่อที่ว่าเครือข่ายดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆ ที่ไม่ลงรอยกัน และไม่เคยพูดจากัน สามารถใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารได้
ทั้งนี้ หลายชาติเอเชียเผชิญความขัดแย้งภายในหรือความขัดแย้งระดับภูมิภาค อย่างสงครามกลางเมืองในศรีลังกา การเรียกร้องสิทธิปกครองตนเองใน จ.อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ปัญหาในภาคใต้ของไทย และการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้ ซึ่งนายสุรเกีรยติ์ระบุว่าสภาสันติภาพและปรองดองเอเชียจะสามารถช่วยเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
"ปัจจัยสำคัญที่ชาติสมาชิกสามารถมีส่วนร่วมในเอพีอาร์ซี คือเวลา ความจริงใจ และการมุ่งมั่นที่เป้าหมาย" นายสุรเกียรติ์ระบุ
นายเชากัต อาซิซ อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน กล่าวว่า เอเชียเป็นดินแดนแห่งโอกาสและการเติบโต ซึ่งสันติภาพต้องเป็นส่วนประกอบสำคัญของสิ่งเหล่านี้
"เราปรารถนาจะถูกมองว่าเป็นตัวเร่งในการส่งเสริมสันติภาพและการปรองดอง เอเชียเป็นดินแดนแห่งโอกาสและการเติบโต ขณะที่ส่วนประกอบสำคัญสำหรับการเติบโตคือกลไกของการมีสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืน สันติภาพเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการปรับปรุงและการพัฒนา" อดีตผู้นำปากีสถานกล่าว
ขณะที่นายโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา อดีตประธานาธิบดีติมอร์ตะวันออก แสดงความเชื่อมั่นว่าหากมีสถาบันอย่างเอพีอาร์ซีตั้งแต่เมื่อหลายปีที่แล้ว ก็จะมีประโยชน์มากในการช่วยลดความตึงเครียดช่วงที่ติมอร์ตะวันออกเผชิญวิกฤติการเมืองเมื่อปี 2549
ศาสตราจารย์เดวิด เคนเนดี แห่งภาควิชานิติศาสตร์และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายและนโยบายโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า เอพีอาร์ซีมีมูลค่าเพิ่มตรงการอุทิศตัวให้เอเชีย เพราะที่ผ่านมามีกลุ่มทำนองนี้ไม่มากนักที่ให้ความสำคัญกับประเด็นทั่วเอเชีย และประกอบด้วยบุคคลที่มีประสบการณ์มากมายในภาครัฐ และปัจจุบันอยู่นอกภาครัฐ สถาบันนี้ไม่ได้มีสถานภาพเหมือนเอ็นจีโอ หรือกลุ่มคลังสมอง เพราะความสัมพันธ์ที่เอพีอาร์ซีจะมีต่อสหประชาชาติ เท่ากับเป็นความร่วมมือ และสถาบันแบบนี้อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ยูเอ็นได้
นายอัลเฟรด กุเซนเบาเออร์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรีย กล่าวว่า หากมีการพยายามจับสถาบันทำนองนี้ไปใส่กล่องแคบๆ อาจเป็นความพยายามที่ล้มเหลว เพราะไม่มีใครผูกขาดความรู้ความชำนาญ
นายชามูแกม จายากุมาร์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า เอพีอาร์ซีอาจดำเนินบทบาทไม่โฉ่งฉ่างแต่ชัดเจนแม่นยำ เพื่อช่วยแก้ไขความขัดแย้งและฟื้นฟูสันติภาพ เพราะหลักใหญ่ของความสำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กับการทูตแบบเงียบๆ หรือการทูตแบบไม่โฉ่งฉ่าง



