ข่าว

ทรทัศน์

ทรทัศน์

05 ก.ย. 2555

ทรทัศน์: วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              มีคนหลายคนพูดกับผมว่า ความสงบสุขในชีวิตของพวกเขาหายไปตั้งแต่มีโทรทัศน์ และความอบอุ่นในครอบครัวก็หายไปตั้งแต่มีไอแพด ซึ่งฟังดูแล้วก็น่าตกใจและประหลาดใจไปพร้อมๆ กัน
 
              ผมเชื่อว่าสิ่งสำคัญในชีวิตที่คนเราทุกคนปรารถนา ก็คือการมีชีวิตที่มั่นคง และมีครอบครัวที่ผาสุก ขณะเดียวกันวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ชีวิต ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในบ้านเรือนของคนไทยเมื่อสัก 60 กว่าปีก่อน ในสมัยที่ยังใช้เตาถ่านหุงข้าว ซักผ้าในกะละมัง ดื่มน้ำในตุ่ม รีดผ้าด้วยเตารีดใส่ถ่านก้อนแดงๆ ใช้พัดลมทำความเย็น ใช้หลอดไฟกลมๆ และหาความบันเทิงจากวิทยุ แทบไม่น่าเชื่อว่าในทุกวันนี้ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น ไมโครเวฟ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ได้กลายเป็นเครื่องใช้สามัญประจำบ้านไปเรียบร้อยแล้ว
 
              คนที่มีความคิดว่าโทรทัศน์ทำลายความสงบสุขในชีวิตบอกว่า นับแต่มีโทรทัศน์ชีวิตของเขาถูกบงการโดยเจ้าจอสี่เหลี่ยมนี้ มันบังคับให้เขาดูโน่นดูนี่ ทำโน่นทำนี่ ซื้อโน่นซื้อนี่ แถมยังทำลายความคิดและจินตนาการด้วยสิ่งบ้าๆ บอๆ ต่างๆ ผ่านรายการวาไรตี้ เกมโชว์ ละครโทรทัศน์ ด้วยเสียงแปร๋แปร๋น ด้วยการแต่งเนื้อแต่งตัว พูดจา ท่าทาง ที่พิลึกพิลั่นผิดจากในยุคก่อนที่ผู้ประกาศและผู้จัดรายการโทรทัศน์จะปรากฏตัวด้วยเครื่องแต่งกายในชุดที่สุภาพเรียบร้อย และพูดจาเป็นเรื่องเป็นราว ให้เกียรติผู้ชม
 
              คนที่รังเกียจโทรทัศน์มีความเห็นว่า สถานะของโทรทัศน์ในทุกวันนี้คือแหล่งโฆษณาขายสินค้า และรายการต่างๆ เป็นเหมือนของที่แถมมากับสินค้า ซึ่งมีแค่จานหรือถ้วยพลาสติกถูกๆ ที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังชอบสินค้าด้อยคุณภาพที่มีของแถม มากกว่าสินค้าที่มีคุณภาพสูงแต่ไม่แถมอะไร ดังนั้น แม้โทรทัศน์จะเป็นสื่อที่สำคัญที่สุดของโลกปัจจุบัน แต่เราก็ไม่สามารถคาดหวังอะไรจากโทรทัศน์ของไทยได้เลย
 
              สำหรับไอแพดนั้น แม้จะเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็สร้างปัญหาให้ครอบครัวได้ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะครอบครัวที่ซื้อไอแพดให้เป็นของเล่นแก่ลูกหลานที่มีอายุน้อยๆ เพราะเด็กๆ จะสร้างโลกส่วนตัวของเขาเอง มากกว่าการสนใจสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กๆ จะไม่เขียนหนังสือ และใช้นิ้วกด ไม่พูด แต่ส่งเมสเสจ และไม่ฟังอะไร นอกจากเสียงที่อยู่ในไอแพด ที่หนักไปกว่านั้นก็คือการขาดความใกล้ชิดกับคนในครอบครัว
 
              เทคโนโลยีนั้นก็เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ซึ่งย่อมมีทั้งด้านดีและด้านร้าย ขึ้นอยู่กับมนุษย์ว่าจะนำเทคโนโลยีนั้นๆ ไปใช้ในด้านไหน สังคมไทยเป็นสังคมที่ขึ้นอยู่กับกระแสมากกว่าเหตุผล หรือวิจารณญาณ ดังนั้น ถ้ามีใครเอะอะอะไรขึ้นมา ก็จะเกิดปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟางเป็นครั้งคราว แต่พอหมดฟางไฟก็มอด
 
              โทรทัศน์ หรือไอแพดในเมืองไทย ก็เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในแบบไทยๆ อย่าไปคิดไปหวังอะไรมากไปกว่านั้น
 
              และเรื่องความสงบสุขในชีวิต หรือความอบอุ่นในครอบครัว คนไทยเองก็ไม่ค่อยคุ้นกับสองคำนี้มานานแล้วล่ะครับ